ธุรกิจ

Vivendi บริษัทสื่อชั้นนำแห่งฝรั่งเศส ผู้เป็นเจ้าของ Universal Music Group

Vivendi บริษัทสื่อชั้นนำแห่งฝรั่งเศส ผู้เป็นเจ้าของ Universal Music Group

 

Vivendi เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการผู้ผลิตคอนเทนต์ครบวงจร ทั้ง ช่องโทรทัศน์ (ผ่านกิจการ Canel+ ), บริการสื่อโฆษณา (ผ่านกิจการ Havas Group), สื่อสิ่งพิมพ์ (ผ่านกิจการ Editis และ Prisma Media), วีดีโอเกม (ผ่านบริษัท Gameloft ส่วนมากเน้นเกมมือถือ) นอกจากนี้แล้วยังถือหุ้นในบริษัทสื่อชั้นนำต่าง ๆ จากการนำเอากระแสเงินสดผ่านธุรกิจสื่อโทรทัศน์มาซื้อกิจการเกี่ยวเนื่องกัน โดย Gameloft เองก็เป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเว็บชมวีดีโออย่าง Dialymotion และ Universal Music Group ยักษ์ใหญ่แห่งวงการดนตรีอีกด้วย

 

โดยหลัก ๆ แล้วบริษัทมีรายได้จากช่องโทรทัศน์ในสัดส่วน 6x.xx% และได้รับรายได้จากโฆษณาราว 2x.xx% ดังรูปด้านล่างนี้

ซึ่งหากได้ดู Milestone ของบริษัทแล้ว เราจะพบว่าในทุก ๆ ปีบริษัทได้มีการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัทในและนอกตลาด โดยในตอนนี้จากข้อมูลที่สามารถหามาได้เราจะพบว่าบริษัทมีการถือหุ้นใหญ่ดังต่อไปนี้ โดยหลัก ๆ คือ Universal Music Group ที่ถือหุ้นอยู่ 10% โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 70% แต่ภายหลังได้มีการขายหุ้นไปให้กับคนอื่น  ๆ เช่นบริษัท Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน, ขายให้กับบริษัท Pershing Square ของคุณ Bill Ackman และล่าสุดก็ได้ Spinoff Universal Music Group เพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเหลือสัดส่วนการถือหุ้นเหลือเพียง 10% ดังรูป

นอกจากนี้ยังได้ถือสัดส่วนหุ้นกว่า 23.7% ในบริษัท Telecom Italia อีกด้วย (โดยก่อนหน้านี้เคยถือถึงระดับ 24.9% ซึ่งเกือบมีอำนาจเพียงพอในการเข้าซื้อกิจการเลยทีเดียว) โดยบริษัท Telecom Italia SpA เป็นบริษัทที่ให้บริการโทรคมนาคมครบวงจร (บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) ซึ่งถือครอง Marketshare Top 3 ในด้านผู้ให้บริการสัญญาณถึง 29.x%

Italy: market share of mobile network providers 2020 | Statista

 

โดยบริษัทมีตัวเลขการเงินย้อนหลังดังต่อไปนี้

ปี 2015
บริษัทมีรายได้ 10.76 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 3.80 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 35.30%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 803 ล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 6.50%)
บริษัทมี Free Cash Flow – 23 ล้านยูโร

 

ปี 2016
บริษัทมีรายได้ 10.82 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 3.77 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 34.84%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.26 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 11.64%)
บริษัทมี Free Cash Flow  416 ล้านยูโร

 

ปี 2017
บริษัทมีรายได้ 12.52 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 5.09 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 40.65%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.22 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 9.74%)
บริษัทมี Free Cash Flow 1.41 พันล้านยูโร

 

ปี 2018
บริษัทมีรายได้ 13.93 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 6.20 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 44.508%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 127 ล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 0.911%)
บริษัทมี Free Cash Flow  807 ล้านยูโร

 

ปี 2019
บริษัทมีรายได้ 15.90 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 6.93 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 43.585%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.58 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 9.937%)
บริษัทมี Free Cash Flow  820 ล้านยูโร

 

ปี 2020
บริษัทมีรายได้ 8.67 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 3.741 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 43.15%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.4 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 16.14%)
บริษัทมี Free Cash Flow 900 ล้านยูโร

 

ปี 2021
บริษัทมีรายได้ 9.57 พันล้านยูโร
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 4.16 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น43.42 %)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 24.69 พันล้านยูโร (คิดเป็นอัตรากำไร 258%)
บริษัทมี Free Cash Flow 1.36 พันล้านยูโร

 

โดยส่วนตัวแล้ว สารภาพว่าบริษัทที่มี Branding ที่ดีใช้ได้ จากการที่บริษัทถือครองพอร์ตฟอลิโอผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีชื่อเสียงในฝั่งยุโรป รวมถึงการมี Free Cash Flow ที่ต่อเนื่องเป็นบวกยาวนานมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี  รวมถึงการที่บริษัทมีแบรนด์ที่ทรงพลังนี้ คงดีมากหากได้รับการปลดล็อกผ่านการขายหุ้นบางส่วนแล้วนำ IPO เข้าตลาดแบบ Universal Music Group นี้เป็นต้น รวมถึงเป็นการดีเช่นกัน หากบริษัทสามารถนำกระแสเงินสดอิสระไปขยายผลต่อโดยการซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องก็ดี หรือซื้อหุ้นคืน จ่ายเงินปันผลคืนสู่ผู้ถือหุ้นก็ดี สิ่งนี้ล้วนเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนที่บริษัททั่วไปสมควรทำเลย แต่จุดนี้เองก็เป็นข้อติสำหรับบริษัทเหมือนกัน

 

นั่นคือบริษัทมีอัตรา ROE หรืออัตราส่วนผลตอบแทนกลับสู่ผู้ถือหุ้นที่ต่ำมาก โดยอยู่ในระดับเลขตัวเดียว อันแสดงออกถึงการที่บริษัทไม่สามารถเอากำไรกลับมาที่ส่วนของฐานทุนบริษัทได้เท่าที่ควร ซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยคำกล่าวที่ว่า “จงลงทุนดั่งเจ้าของกิจการ” หากมองแบบตรงไปตรงมาควบคู่กับงบการเงินแล้ว การลงทุนในบริษัทที่สามารถสร้างผลตอบแทนแก่กิจการที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยตลาด เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่เราควรพิจารณาในแต่ละการลงทุนด้วยเช่นกัน

แต่ว่าเรื่องของ ROE ที่ต่ำเตี้ยของ Vivendi ในตอนนี้เอง อาจนับว่าเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ได้ เพราะว่าจากการ Spin Off Universal Music Group นี้เอง ทำให้บริษัทได้รับผลตอบแทนเป็นมูลค่ากว่า 25 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับ Enterprise Value ในปัจจุบันที่มูลค่า 12.51 พันล้านยูโรแล้ว นับว่าเป็นก้าวที่ฉลาดไม่น้อย กับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของการลงทุนสาย Asset Play เหมือนกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
https://www.tradingview.com/symbols/EURONEXT-VIV/financials-income-statement/
https://www.vivendi.com/en/shareholders-investors/financial-operations/
VIVENDI SE : Shareholders Board Members Managers and Company Profile | FR0000127771 | MarketScreener
https://en.wikipedia.org/wiki/Universal_Music_Group
https://www.vivendi.com/en/our-group/key-milestones/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน