การเงิน

เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณเก็บออมเงินได้ดีขึ้น

เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณเก็บออมเงินได้ดีขึ้น

เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณเก็บออมเงินได้ดีขึ้น

 

คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หากในวันนี้คุณอาจจะยังไม่มีเงินออมมากมายนัก เพราะ หากมองโลกตามความเป็นจริง เราก็จะพบว่ามีปัจจัยภายนอกมากมาย ที่ทำให้ยากต่อการเก็บออม ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเงินเฟ้อ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายรับ ราคาสินค้าและค่าบริการทางการขนส่งสาธารณะ ที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องปรกติของสมอง ที่มักจะสั่งให้เราให้ความสำคัญกับความต้องการในปัจจุบันมากกว่าความต้องการในอนาคต และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้การออมเงินในระยะยาวดูยากมาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นกับดักทางความคิดรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงอุปสรรคเหล่านี้ได้เลย เพราะการทำความเข้าใจหลักการจิตวิทยาบางข้อ สามารถทำให้คุณนำไปใช้ สร้างกลยุทธ์ในการจัดการเงินออมของคุณได้

 

Anchoring Effect
เมื่อปัจจัยภายนอกรายล้อมเรา สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่อาจทำให้คุณใช้จ่ายเงินออกจากกระเป๋าคุณได้อย่างง่ายได้ ยกตัวอย่างเช่น Anchoring Effect หรือปรากฏการณ์ทอดสมอ ซึ่งถือได้ว่า เป็นหลักจิตวิทยาแบบ อคติทางความคิด (cognitive bias) ที่แอบสร้างการเปรียบเทียบให้กับเราโดยที่ไม่รู้ตัว

หากมีสินค้าหนึ่งอย่าง โดยเป็นน้ำยาทำความสะอาด 2 ยี่ห้อ ยี่ห้อแรกราคา 150 บาท ส่งฟรี ในขณะที่ยี่ห้อที่สองราคา 100 บาท แต่รวมค่าส่งอีก 50 บาท ทันที่ที่คุณเห็นราคาที่แตกต่างนี้ สมองคุณจะสั่งให้เปรียบเทียบทันที และปักใจเชื่อว่า ชิ้นที่รวมค่าส่งมาแล้วคุ้มค่ากว่า ในขณะที่ความเป็นจริงคุณไม่ได้ประเมินปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเลย อย่างเรื่องของคุณภาพ

ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เราจะพบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อคุณต้องตัดสินใจซื้อของบางอย่างคุณไม่ควรหลงเชื่อในตัวเลขราคาแรกที่คุณเห็น และต้องอยู่บนพื้นฐานของการตัดสินใจอย่างระมัดระวัง

 

The Bandwagon Effect
เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายว่า เรามักจะเลือกปฏิบัติบางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะคนอื่นกําลังทำอยู่ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลที่แท้จริง เป็นแนวโน้มของผู้คน ที่จะปรับความเชื่อและพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับกลุ่ม หรือเรียกอีกอย่างว่าความคิดแบบฝูงชน เรามักจะเห็นเอฟเฟกต์ bandwagon ในวงการสินค้าฟุ่มเฟือยหลาย ๆ อย่าง เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา โทรศัพท์ รองเท้า เป็นต้น

ซึ่งนั่นทำให้เรา ใช้จ่ายเงินมากเกินไปโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะผู้คนในสังคมรอบตัวคุณมีสิ่งของเหล่านั้น  ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งของเหล่านั้นคุณอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้หรือมีเลยก็ได้

 

Sunk Cost Fallacy
หรือการเสียดายต้นทุนจม คือ การที่เราตัดสินใจเรื่องของอนาคตโดยไปยึดติด เสียดายกับต้นทุนที่เราเสียไปแล้ว ซึ่งหลายคนคิดเอาเองว่าคุ้มค่ากว่า ในขณะที่ความเป็นความจริง ความคิดนั้นอาจทำให้เราสูญเสียทั้งเงิน และเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

ยกตัวอย่างเช่น คุณจองเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ในช่วงสุดสัปดาห์แบบคืนเงินไม่ได้ แต่แล้วก็มีการประกาศสภาพอากาศแปรปรวนหรือพายุในช่วงเวลาที่คุณจะเข้าพักพอดี คุณตัดสินใจไปพัก เพราะเสียดายเงินค่าโรงแรม ทั้งที่รู้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกโรงแรมเลย หากคิดในแง่ของการเงินแล้ว สิ่งที่คุณสูญเสียมากกว่าค่าโรงแรมคือ ค่าน้ำมัน ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายจิปาถะระหว่างเดินทาง แต่กลับได้รับประสบการณ์การพักผ่อนที่อาจไม่ดีนัก แถมยังเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ ในขณะที่หากคุณตัดสินใจไม่ไปเที่ยวแล้ว อาจเอาเวลาไปสร้างเงินได้มากกกว่า เช่นการขอทำงานโอทีในช่วงวันหยุด เป็นต้น

 

การยอมรับอคติทางความคิด และแนวโน้มตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นส่วนสำคัญในการบรรลุความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้คุณพัฒนานิสัยที่ดีในการออมเงิน และช่วยควบคุมอนาคตทางการเงินของคุณในที่สุด

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , และ WEBSITE

 

อ้างอิง
https://www.investopedia.com/terms/b/bandwagon-effect.asp
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3764505/
https://www.seacoastbank.com/resource-center/blog/saving-money-psychology
https://www.linkedin.com/pulse/10-principles-psychology-you-can-use-improve-your-brijesh-parikh-cwm-
https://cowrywise.com/blog/psychological-tricks-to-save-money/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน