การเงิน

วิธีคำนวณภาษีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

วิธีคำนวณภาษีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

วิธีคำนวณภาษีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อาจเป็นปัญหาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์หลายคน เพราะตอนเรียนมาเจอแต่โรค เจอแต่ยา โครงสร้างร่างกาย แนวทางเวชปฏิบัติ พอมาเจอกับกฎหมายประมวลรัษฎากรก็ถึงกับงงไปสามตลบ อะไรคือเงินได้พึงประเมิน อะไรคือเงินได้สุทธิ แต่อย่ากระนั้นไป แท้จริงแล้วการคำนวณภาษีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช้เรื่องยากอย่างที่คิด

 

สูตรคำนวณภาษีคือ เงินได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

หลักการง่ายๆ คือเราต้องหาเงินได้สุทธิของตัวเองให้ได้เพื่อไปเทียบเคียงอัตราการเสียภาษี ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนของตนเอง

 

รายได้ที่ต้องเสียภาษี คือ รายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือรายได้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ แต่เจ้าของรายได้อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในรอบปีและนำเงินได้นั้นกลับเข้ามาในประเทศไทย หลักการแรกคือผู้เสียภาษีต้องรวบรวมรายการรายได้ทั้งหมดของตนออกและแบ่งประเภทรายได้ออกเป็น 8 ประเภท

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 คือเงินได้จากการจ้างงาน หรือเงินได้จากนายจ้างในฐานะลูกจ้างนั่นเอง เช่น เงินเดือน สวัสดิการ ในขณะที่เงินได้จากการตำแหน่งงานหรือการรับทำงานถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 เช่น เบี้ยประชุม เงินประจำตำแหน่ง ค่าใบประกอบวิชาชีพ ค่าแรงงานฟรีแลนซ์

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 คือเงินได้จำพวกดอกเบี้ย เงินปันผล และส่วนแบ่งกำไร โดยส่วนมากมาจากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินปันผลจากกองทุนรวม ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทที่ร่วมถือหุ้น ในขณะที่ค่าเช่าจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 คือเงินได้วิชาชีพอิสระ เช่น การประกอบโรคศิลปะ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด โดยรายได้ในข้อนี้จะต่างจากเงินได้ประเภทค่าจ้าง เพราะมีลักษณะการประกอบวิชาชีพด้วยตนเอง เช่น เปิดคลินิกของตนเอง เปิดสถานพยาบาลของตนเอง หรือหากไปใช้สถานที่ของผู้อื่นแต่สัญญาเป็นแบบแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างลูกจ้าง แบบนี้ก็ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 เช่น ศัลยแพทย์ตกแต่งที่รับผ่าตัดเสริมความงามโดยเช่าสถานที่จากโรงพยาบาล เป็นต้น

 

สุดท้าย เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 คือเงินได้จำพวกอื่นๆ โดยที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์จะเป็นกลุ่มการพาณิชย์ เช่น ร้านขายยา ร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาล โรงงานผลิตเครื่องสำอาง เป็นต้น

 

จบตรงนี้ เราจะทราบแล้วว่าเรามีรายได้พึงประเมินรวมเท่าไหร่ บทความจะเน้นไปที่รายได้ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนอื่นนัก

 

ส่วนต่อไปคือค่าใช้จ่าย

 

กรมสรรพากรอนุญาตให้คำนวณค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ แบบเหมาหรือแบบตามจริง แบบเหมาคือเลือกเหมาคำนวณไปเลยว่าค่าใช้จ่ายจะหักได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเงินได้ แต่ถ้าแบบตามจริง เราจะต้องเก็บรายละเอียดใบเสร็จที่ถูกต้องตามกฎหมายไว้ยื่นแสดงเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้ามีใบเสร็จมากอาจทำให้หักค่าใช้จ่ายได้มาก แต่ก็แลกมาด้วยความวุ่นวายในการเตรียมเอกสาร โดยทั่วไปจึงนิยมหักแบบเหมากันมากกว่า

 

ค่าใช้จ่ายแบบเหมาจะพิจารณาตามประเภทเงินได้พึงประเมิน

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 หักเหมาได้ 50% แต่รวมกันสองประเภทแล้วไม่เกิน 100,000 บาท เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ ในขณะที่เงินได้ประเภทที่ 6 จำพวกเงินได้จากการประกอบโรคศิลปะ และเงินได้การพาณิชย์จำพวกร้านขายยา ร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาล โรงงานผลิตเครื่องสำอาง สามารถหักเหมาได้ที่อัตรา 60%

 

อดทนอีกหน่อย มาถึงค่าลดหย่อนแล้ว

 

ค่าลดหย่อนคือรายการที่นำไปหักออกจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อให้เราเสียภาษีน้อยลง โดยรายละเอียดรายการมีจำนวนมาก แต่จะขอยกตัวอย่างรายการที่มีความสำคัญดังนี้

 

ผู้มีรายได้ลดหย่อนได้ 60,000 บาท หากมีคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ลดหย่อนได้อีก 60,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต เงินลงทุนใน LTF RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันสังคม ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เงินบริจาค รวมไปถึงนโยบายอื่นที่ประกาศเพิ่มเติม เช่น รายการช็อปช่วยชาติ เป็นต้น โดยค่าลดหย่อนตรงนี้มีรายละเอียดมาก เราจำเป็นต้องศึกษาเพื่อลงรายละเอียดของตัวเองอย่างถูกต้อง

 

สุดท้าย เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน เท่ากับเงินได้สุทธิ

 

เงินได้สุทธิตรงนี้จะมาเทียบกับอัตราการเสียภาษีเพื่อดูว่าเราต้องเสียภาษีเท่าไหร่ โดยเงินได้สุทธิแต่ละชั้นจะมีอัตราการเสียภาษีต่างกันไปตามขั้น

 

 

กำลังงงใช่ไหม ลองมาดูตัวอย่างดีกว่า รับรองหายงง !

 

ตัวอย่าง : กระทาชายนายหนึ่งชื่อว่า ปุ่ณปุ๊ณ โสดสนิทไม่มีคู่สมรส (ไม่ได้ขายของนะ มันต้องเอาไปคิดค่าลดหย่อนไง อิอิ) ประกอบอาชีพเภสัชกรเปิดร้านขายยาของตนเอง รายได้ของร้านขายยาปีละ 1,200,000 บาท บางครั้งไปรับพาร์ทไทม์โรงพยาบาลและมีรายได้จากส่วนนี้รวมทั้งปีที่ 60,000 บาท ปีนี้ ปุ่ณปุ๊ณลงทุนซื้อ LTF ไป 10,000 บาท ถามว่าปีนี้ปุ่ณปุ๊ณต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่าไหร่

 

รายได้

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 (พาร์ทไทม์) เท่ากับ 60,000 บาท

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (ร้านขายยา) เท่ากับ 1,200,000 บาท

 

ค่าใช้จ่าย

 

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 หักเหมา 50% เท่ากับ 60,000 x 50% = 30,000 บาท

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 หักเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 x 60% = 720,000 บาท

 

ค่าลดหย่อน

ค่าลดหย่อนส่วนตัว เท่ากับ 60,000 บาท

ค่าเงินลงทุน LTF เท่ากับ 10,000 บาท

 

คำนวณ : เงินได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

เงินได้สุทธิ = (60,000 + 1,200,000) – (30,000 + 720,000) – (60,000 + 10,000)

เงินได้สุทธิ = 440,000 บาท นำเงินได้สุทธิไปเทียบกับอัตราการเสียภาษี

 

สรุป ปุ่ณปุ๊ณต้องจ่ายภาษีจำนวน 21,500 บาทสำหรับปีนี้ เห็นไหมว่าคิดไม่ยากเลย แค่ค่อยๆ ไล่ลำดับขั้นไปตามวิธี ง่ายกว่าท่องชื่อเส้นประสาทในสมองตั้งเยอะ

 

ย้ำกันอีกที

 

การคำนวณภาษีเป็นเรื่องที่มีความละเอียดยิบย่อยมากและแตกต่างในรายละเอียดไปในแต่ละบุคคล เราทุกคนจึงจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเพื่อคำนวณภาษีของตัวเองได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ การวางแผนภาษีที่ดียังช่วยประหยัดภาษีได้อีกด้วย บทความนี้อาจจะไม่ได้มีลักษณะถูกต้องกับการเสียภาษีของทุกคนไปเสียหมด แต่ก็คาดว่าน่าจะพอให้แนวคิดสำหรับผู้เริ่มต้นได้

 

อย่าลืม วางแผนภาษี

 

เพราะนอกจากเราจะมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยผ่านการประกอบวิชาชีพแล้ว เราก็ยังมีหน้าที่ดูแลประเทศชาติผ่านการเสียภาษีด้วย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน