ธุรกิจ

ภาษีร้านขายของ : ขายของได้กี่บาทถึงต้องเริ่มเสียภาษี?

tax

เคยสงสัยกันไหมว่าร้านขายของที่เปิดกันอยู่ทุกวันนี้จำเป็นต้องเสียภาษีไหม และถ้าเสียภาษีต้องเริ่มต้นเสียเมื่อยอดขายมากกว่ากี่บาท บทความนี้จะเน้นไปที่ ภาษีร้านขายของ

 

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่ารายได้จากการเปิดร้านขายของต้องเสียภาษี เพราะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายประมวลรัษฎากรเพราะถือว่าเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (บทความนี้พูดถึงการเปิดร้านขายของที่ประเทศไทย หากผู้อ่านอยู่ประเทศอื่น ผู้อ่านต้องดูกฎหมายของประเทศที่ตนเองอยู่ประกอบด้วย) ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายย่อมมีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเช่นกัน (อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเสียภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา : เงินเดือนเท่าไหร่จึงเริ่มเสียภาษี?)

 

tax

 

แล้วขายของได้กี่บาทถึงต้องเริ่มเสียภาษี

 

ความจริงแล้วหากรายได้ไม่มาก เราอาจจะไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เพราะเมื่อคำนวณเงินได้สุทธิออกมาแล้วได้เงินได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาท ซึ่งตามกฎหมายในปัจจุบัน เงินได้สุทธิที่ต่ำกว่า 150,000 บาทจะมีอัตราการเสียภาษีเท่ากับ 0% หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง

 

ดังนั้นเราจะคิดย้อนกลับไปจากประเด็นนี้ โดยเริ่มต้นอ้างอิงจากสมการการคำนวณเงินได้สุทธิที่ว่า เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

กำหนดให้ x แทนเงินได้พึงประเมินที่จำเป็นต้องเริ่มต้นเสียภาษี

 

ค่าใช้จ่ายที่ใช้หักพิจารณาจากรายได้พึงประเมินเป็นหลัก รายได้พึงประเมินจากการขายของโดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ซึ่งรายได้ที่มาจากการซื้อมาขายไป การทำอาหารขาย รวมไปถึงกิจการอย่างอื่นเกือบทั้งหมด กรมสรรพากรอนุญาตให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ หักแบบเหมาหรือหักตามจริง ในกรณีนี้เราจะคิดเป็นแบบหักเหมาเป็นหลัก เพราะเหมาะสมกับผู้ประกอบการรายย่อยที่สามารถจัดการยื่นแบบภาษีได้ง่าย สะดวก และใช้เอกสารไม่มาก โดยกรมสรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 60% จากรายได้การซื้อมาขายไปหรือทำอาหารขาย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจะเท่ากับ 0.6x หรือ 60% ของเงินได้พึงประเมินที่จำเป็นต้องเริ่มต้นเสียภาษีนั่นเอง

 

ค่าลดหย่อนถือเป็นปัจจัยที่แตกต่างออกไปแต่ละบุคคล เพื่อความง่ายและสะดวกในการพิจารณา เราจึงยึดเอาค่าลดหย่อนพื้นฐานที่ทุกคนจะได้รับเหมือนกันหมดคือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ส่วนหากเรามีค่าลดหย่อนอื่นอีกก็สามารถคำนวณปรับเพิ่มได้

 

ภาษี

 

กลับมาเข้าสมการกัน เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

ดังนั้น 150,000 = x – 0.6x – 60,000 เราจะพิสูจน์ได้ว่า x = 525,000 บาท หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ รายได้จากการขายของที่เกิน 525,000 บาทต่อปีจำเป็นต้องเสียภาษีตามกฎหมาย (ตามบริบทในบทความนี้) นั่นเอง

 

หากประมาณว่ากิจการเปิด 6 วันต่อสัปดาห์และหยุดในวันหยุดเพิ่มเติม 15 วันต่อปี ร้านขายของที่มีรายได้มากกว่า 1,750 บาทต่อวันจะต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ถ้าคำนวณเทียบรายวันเปรียบเสมือนขายทุกวันในรอบปี รายได้ต่อวันเริ่มต้นที่จะต้องเสียภาษีอยู่ที่ประมาณ 1,438 บาท

 

ร้านขายของของคุณขายได้วันละเท่าไหร่ ถ้าเฉลี่ยเกิน 1,438 บาทต่อวันก็อย่าลืมวางแผนภาษีด้วยนะ แอบกระซิบว่าเดินไปจ่ายเองส่วนใหญ่จะประหยัดว่ารอให้พี่สรรพากรมาตรวจถึงร้านนะ เพราะถึงตอนนั้น เราจจะโดนค่าปรับย้อนหลังจนจ่ายกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว

 

มองโลกในแง่ดีคือถ้าเสียภาษีเยอะก็แปลว่าร้านของเราขายดีนะ แฮ่

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

ภาษีร้านอาหาร

 

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน