ธุรกิจ

BlackRock บริษัทจ้าวแห่งกองทุน ETF เจ้าของแบรนด์ iShare

BlackRock บริษัทจ้าวแห่งกองทุน ETF เจ้าของแบรนด์ iShare

BlackRock บริษัทจ้าวแห่งกองทุน ETF เจ้าของแบรนด์ iShare

 

รายได้หลัก ๆ ของบริษัทมาจากค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการหลักทรัพย์ไม่ว่าจะผ่านการบริหารกองทุนรวมทั่วไป กองทุนรวม ETF โดยมีสัดส่วนรายได้มากที่สุด โดยครองสัดส่วนอยู่ที่ 78% ตามมาด้วยภาคธุรกิจการจัดจำหน่าย (เก็บจากกองทุนรวม – distribution fees), ภาคธุรกิจ Technology Service (ให้บริการจัดการ Portfolio การควบคุมความเสี่ยง รวมถึงบริการ Wealth Management) และภาคธุรกิจการให้คำแนะนำการลงทุน  โดยทั้ง 3 ธุรกิจหลังนี้มีสัดส่วนรายได้ราว ๆ 7%

โดยจากข้อมูลของ Statista ได้แสดงให้เราเห็นว่าหากวัดตามขนาดของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Asset Under Management : AUM) ของ ETF ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐพบว่าทาง Blackrock เองมี Market Share เป็นอันดับ 1 ในการแข่งขัน โดยครอง Market Share อยู่ที่ 33.99% ตามมาด้วย Vanguard และ State Street ที่ 29.12% และ 14.36% ตามลำดับ  และถ้าหากรวม Market Share ของเหล่า Top 5 แล้วจะมีขนาดราว 86.xx%

บริษัทมีงบการเงินย้อนหลังดังต่อไปนี้
ปี 2015
บริษัทมีรายได้ 11.52 พันล้านเหรียญ
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 10.10 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 87.68%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.35 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 29.04%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 11.97%

 

ปี 2016
บริษัทมีรายได้ 11.21 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต -2.67 %)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 9.79 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 87.35%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.17 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 28.30%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 11.01%

 

ปี 2017
บริษัทมีรายได้ 13.79 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 22.76%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 10.98 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 79.81%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 4.95 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 35.99%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 15.57%

 

ปี 2018
บริษัทมีรายได้ 14.20 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 3.18%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 11.32 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 79.74%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 4.30 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 30.23%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 13.41%

 

ปี 2019
บริษัทมีรายได้ 14.88 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 4.80%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 11.94 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 80.23%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 4.48 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 30.08%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 13.58%

 

ปี 2020
บริษัทมีรายได้ 16.93 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 13.78%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 13.58 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 80.19%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 4.93 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 29.13%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 14.33%

 

ปี 2021
บริษัทมีรายได้ 20.19 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตราการเติบโต 19.22%)
บริษัทมีกำไรขั้นต้น 16.13 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 79.92%)
บริษัทมีกำไรสุทธิ 5.90 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 29.23%)
บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) คิดเป็น 16.17%

 

โดยส่วนตัวแล้วมองว่า BlackRock เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องของแบรนด์ด้าน ETF อย่าง iShare มาก โดยจาก Market Share นั้นสามารถดำรงตำแหน่งที่ 1 ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีการทำ Research เพื่อปรับปรุงและออกกอง ETF ที่มีธีมตามยุคสมัยได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระแสการลงทุน ETF แบบเน้นไปตามธีมก็เริ่มเป็นที่นิยมลดระยะเวลาการลงทุนแบบรายตัว แต่เน้นลงทุนในธีมที่ดูมีอนาคตแทนก็นับว่าเป็นการทลายกำแพงการลงทุนที่ทำให้ Black Rock ได้รับอานิสงส์มาก ๆ

ถึงอย่างนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลอยู่บ้างก็คือเรื่องของ ETF หากตัดเรื่องแบรนด์กับความสามารถในการจัดการหลังบ้านรวมถึงหากไม่มีเรื่องของค่าธรรมเนียมและการจัดตั้งที่ต้องอาศัยสเกลที่กว่าจะคุ้มทุนต้องมีกองหลายล้านเหรียญ หากต้นทุนในเรื่องนี้ลดลงและคนทั่วไปสามารถทำกอง ETF แบบเทลเลอร์เมดได้ ผมว่าความสามารถในการแข่งขันของทาง BlackRock อาจจะลดลงก็เป็นได้ และคนอาจจะไปซื้อ ETF ของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือที่เรียกว่า “เซียนหรือผู้รู้” ตามแต่อุตสาหกรรมแทน เรื่องนี้อาจจะไม่ผิดพลาดอะไร แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็คงต้องแล้วแต่เรื่องของนวัตกรรมการลงทุนและข้อมูลทางการเงินว่าจะมีเปิดเผยออกมาสู่สาธารณชนให้เข้าถึงได้ง่ายหรือไม่

 

สำหรับปัจจุบันนี้ผมมองว่า Black Rock เองเขาสามารถทำดำรงการแข่งขันได้ดี มี Branding และมีตัวเลขการเงินที่นับว่าแข็งแกร่งใช้ได้ โดยบริษัทสามารถรักษาอัตรา Gross Margin ได้ในระดับแถวๆ 80% ได้กว่า 5 ปี รวมถึงสามารถทำอัตรากำไรสุทธิได้ระดับเกือบ 30% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายได้ที่เติบโตโดยตลอดเวลา หากในอนาคตจะมีคนสนใจในเรื่องการลงทุน และหันมาลงทุนผ่าน ETF กันมากขึ้น ผมเชื่อว่า Black Rock เองก็จะสามารถทำกำไรได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ จากการมี Economic of Scale ของกองรวมถึงมูลค่าหน่วยกองทุนที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น หากว่าหุ้นที่เลือกเข้า ETF สามารถเติบโตได้ตามที่ผู้จัดการคิดจริง ๆ นับว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจยิ่งและอาจอยู่ได้ในทุกช่วงตลาดตราบใดที่ผู้คนยังสนใจลงทุนแบบ Passive Investing แม้จะไม่ชนะตลาด แต่ก็ขอเติบโตไปพร้อมตลาดก็พอ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
https://www.statista.com/statistics/294411/market-share-etf-providers-in-the-us/
https://ir.blackrock.com/news-and-events/events-and-presentations/default.aspx
https://ir.blackrock.com/financials/annual-reports-and-proxy/default.aspx
https://www.marketscreener.com/quote/stock/BLACKROCK-INC-11862/company/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน