เศรษฐกิจ

ย้อนรอยเศรษฐกิจเมียนมาร์ภายใต้การปกครองของพรรค NLD

ย้อนรอยเศรษฐกิจเมียนมาร์ภายใต้การปกครองของพรรค NLD

ย้อนรอยเศรษฐกิจเมียนมาร์ภายใต้การปกครองของพรรค NLD

 

สำหรับประวัติศาสตร์ของเมียนมาร์ภายในได้รับเอกราชนั้น ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือชื่นชอบประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประวัติศาสตร์ของเมียนมาร์หลังจากนั้นต้องพบเจอกับความวุ่นวายของการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะปัญหาระหว่างชาติพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของการสร้างประชาธิปไตยในประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

ซึ่งจะต้องพบเจอ โดยจะต้องพยายามแก้ไขปัญหาให้เกิดความรุนแรงให้น้อยที่สุด แต่นั่นก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะมันจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ในใจของผู้คนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการปลูกฝังนี้ไม่ได้กว้างขวางมากพอ นั่นจึงทำให้ผลลัพธ์ในลำดับต่อไปจึงเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้น และมันก็เกิดขึ้นกับเมียนมาร์ในปี ค.ศ. 1962 เมื่อนายพลเนวิน ได้ทำรัฐประหารและตั้งพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า โดยเป็นพรรคเดียวที่ปกครองเมียนมาร์ในปีนั้น และเป็นมาตลอดจนถึงปี ค.ศ. 1990

 

ซึ่งด้วยเหตุการณ์นี้ ส่งผลทำให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายมากมาย รวมไปถึงแนวทางเศรษฐกิจที่พยายามรวบยอดธุรกิจเอกชนทั้งหมดให้เป็นของรัฐ การกำหนดค่าเงินตามที่ต้องการ และการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่พยายามทำให้เมียนมาร์กลายเป็น “รัฐสังคมนิยม” ตามแนวทางที่นายพลอองซาน วีรบุรุษแห่งเมียนมาร์เคยคิดเอาไว้ในยามที่กำลังปลดแอกเมียนมาร์จากอังกฤษ

 

แต่ก็กลับกลายเป็นทำให้เมียนมาร์เริ่มตกต่ำลง แม้จะพยายามใช้นโยบายผ่อนปรนทางเศรษฐกิจ และมีการร่างแผนเศรษฐกิจในทุก ๆ 4 ปี แต่ก็ไร้ผล ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการประท้วงจากประชาชนอยู่เรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการวางแผนทางเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ และปัญหาสิทธิมนุษยชนมากมาย จนส่งผลทำให้เกิดเหตุการณ์ 8888 ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 ที่จะนำสู่การรัฐประหารรัฐบาลนายพลเนวินในเวลาต่อมา

 

สำหรับการประท้วงครั้งนั้น มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เกิดขึ้น นั่นก็คือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ National League for Democracy ที่มีชื่อย่อสั้น ๆ ว่า NLD ที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1988 ซึ่งมีผู้ก่อตั้งพรรคคือ ออง ซาน ซูจี บุตรสาวของนายพลอองซาน ที่ได้กลับมาเยี่ยมแม่ในช่วงระหว่างเกิดการประท้วง จนทำให้ได้เห็นสภาพบ้านเมืองของเมียนมาร์

 

ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องประชาธิปไตยในที่สุด และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การปราบปรามขั้นรุนแรงของรัฐบาลเมียนมาร์ในตอนนั้น ที่ส่งผลทำให้สมาชิกพรรคหลายคนต้องติดคุก และออง ซาน ซูจี ถูกขังไว้ในบ้านของตนเอง จนทำให้เมียนมาร์ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะสามารถออกมาได้ (แบบชั่วคราว) ในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งเป็นยุคที่นายพลตานฉ่วยมีอำนาจ

 

จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 2010 ที่ได้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้น โดยมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ออง ซาน ซูจี มองว่าทำให้ตนไม่สามารถขึ้นมามีอำนาจในรัฐบาล จึงส่งผลทำให้ออง ซาน ซูจี ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง นั่นจึงทำให้พรรค NLD ถูกยุบพรรคไปหลังจากนั้น แต่ถึงกระนั้น สำหรับผลการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2010 ก็ทำให้เมียนมาร์ได้นายพลเต็งเส่งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งรัฐบาลดังกล่าวนี้เองได้ทำให้เมียนมาร์เริ่มมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมไปถึงการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของนานาชาติด้วย

 

โดยในปี ค.ศ. 2011 เมียนมาร์มีค่า GDP อยู่ที่ 54.12 ซึ่งสูงกว่าค่า GDP ของปี ค.ศ. 2010 ที่มีค่า GDP อยู่ที่ 37.8 ซึ่งต่างกันอยู่ที่ 16.32 เลยทีเดียว และเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของ GDP ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2000 มาจนถึงปี ค.ศ. 2010 นั้น ก็จะพบว่ามีค่าเฉลี่ยความต่างระหว่าง GDP อยู่ที่ 3.96 เป็นส่วนใหญ่ โดยเป็นค่า GDP ที่สูงขึ้นในแต่ละปี แต่แน่นอนว่าในความเจริญนั้น ก็ย่อมมีปัญหาอยู่เล็กน้อยในเรื่องของการผลิตข้าวที่เริ่มมีปัญหา อันเป็นผลมาจากนโยบายการใช้ใบอนุญาตในการส่งออก เพื่อป้องกันการขายข้าวแบบผิดกฎหมาย และการกำหนดราคาข้าวจากรัฐที่ลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภค แต่ไม่ใช่กับตัวผู้ผลิตนั่นเอง

 

ซึ่งในจุดนี้นั้น เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเมียนมาร์ ที่นำโดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาของนายพลเต็งเส่ง และเพื่อที่จะทำให้ความเจริญดังกล่าวนี้ดีขึ้น จึงทำให้ในยุคนี้เริ่มมีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง และสร้างบรรยากาศของประชาธิปไตยที่มากขึ้น นั่นจึงทำให้พรรค NLD เริ่มสามารถเข้ามามีอำนาจได้อีกครั้ง และชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2015

 

ถึงแม้ว่าออง ซาน ซูจีจะไม่สามารถเข้ามาอำนาจได้เต็มที่จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 2010 ในขณะนั้นก็ตาม จึงทำให้ออง ซาน ซูจีสามารถเข้ามามีบทบาทได้เพียงแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีแทน และให้ ทีนจอ ได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีของเมียนมาร์ ซึ่งถือว่าเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรก นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี ค.ศ. 1962 เลยทีเดียว

 

ซึ่งในระหว่างนั้น สำหรับเศรษฐกิจของเมียนมาร์ที่ต่อยอดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ก็เรียกได้ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น จนมาถึงปี ค.ศ. 2015 และหลังจากนั้นไปถึงปี ค.ศ. 2019 ที่มีการประชุมและเจรจากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละรัฐของเมียนมาร์มากขึ้น มีบรรยากาศของการค้าเสรีและประชาธิปไตยที่สูงขึ้น ก็ส่งผลทำให้เศรษฐกิจของเมียนมาร์มีการพัฒนาอย่างมาก โดยมีค่าเฉลี่ยความต่างของค่า GDP ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015–2019 อยู่ที่ 11.17 โดยมีปี ค.ศ. 2019 ที่มีค่า GDP สูงถึง 68.7

 

แต่ในช่วงที่รัฐบาล NLD ปกครองนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้พรรคเริ่มถูกตั้งคำถามหลายครั้ง ทั้งการปราบปรามชาวโรฮีนจาด้วยความรุนแรง อันเป็นปัญหาที่สะเทือนต่อกระบวนการสันติภาพอย่างแรง ปัญหาระหว่างชาติพันธุ์ที่ยังคงตึงเครียด การคอร์รัปชัน ยาเสพติด สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมไปถึงปัญหาอื่น ๆ ที่เรื้อรังมาตั้งแต่สมัยที่กองทัพมีอำนาจในรัฐบาล จนส่งผลทำให้เศรษฐกิจที่ดีดังกล่าว มีค่า GDP ที่เกือบคงที่หรือมีค่าที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่สูงขึ้นมากนัก นั่นจึงทำให้รัฐบาลของพรรค NLD เริ่มถูกจับตามองว่า กองทัพจะเริ่มเข้ามามีบทบาทหลังจากนี้แทนที่หรือไม่

 

แต่ถึงกระนั้นในปี ค.ศ. 2020 พรรค NLD ก็ถูกเลือกตั้งให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่บอกว่า ประชาชนยังคงเชื่อใจในความเป็นประชาธิปไตย และเข็ดขยาดกับรัฐบาลทหารเคยขึ้นมามีอำนาจ รวมไปถึงค่า GDP ที่สูงมากถึง  78.98 ก่อนที่จะลดฮวบในปี ค.ศ. 2021 ด้วยค่า GDP ถึง 65.09 ภายหลังการรัฐประหารในปี ค.ศ. 2022

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , และ WEBSITE

 

อ้างอิง
อาณัติ อนันตภาค. (2564). ประวัติศาสตร์พม่า จากราชวงศ์ถึงทหารใต้เงาอำนาจนิยมที่ไม่เปลี่ยนแปลง. นนทบุรี : ศรีปัญญา reliefweb. Myanmar: A Political Economy Analysis. https://reliefweb.int/report/myanmar/myanmar-political-economy-analysis
TRADING ECONOMICS. Myanmar GDP. https://tradingeconomics.com/myanmar/gdp
Carnagie Endowment for international Peace. The Political Economy of Reform in Myanmar: The Case of Rice and the Need for Patience. https://carnegieendowment.org/2015/10/21/political-economy-of-reform-in-myanmar-case-of-rice-and-need-for-patience-pub-61717
Facts and Details. ECONOMIC HISTORY OF MYANMAR. https://factsanddetails.com/southeast-asia/Myanmar/sub5_5g/entry-3126.html
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. Economy of Myanmar. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Myanmar

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน