เศรษฐกิจ

กระแส Minimalism พฤติกรรมผู้บริโภค และเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

กระแส Minimalism พฤติกรรมผู้บริโภค และเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

กระแส Minimalism พฤติกรรมผู้บริโภค และเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

 

เราอาจเคยได้ยินคำว่า Minimalism ในสื่อที่มีการตีความหลักการนี้แตกต่างกันออกไป มีหลังสือหลายเล่มที่พยายามอธิบายถึงหลักการของ Minimalism ลงทุนศาสตร์ชวนอ่านบทความ หาคำตอบว่าแท้จริงแล้ว Minimalism คืออะไร หมายถึงการไม่ซื้อหรือใช้จ่ายใช่หรือไม่ มันส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างไร และในขณะเดียวกันนั้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นอย่างไร

 

ก่อนที่จะเริ่มไปพูดคุยถึงรายละเอียด เรามาดูคำนิยามของคำว่า Minimalism กันก่อนเลย อ้างอิงจาก Merriam-Webster กล่าวว่า Minimalism คือสไตล์ หรือ เทคนิคที่ยึดหลักความการประหยัดและความเรียบง่าย ดังนั้น คนที่ยึดหลัก Minimalism จะซื้อสิ่งที่ “จำเป็น” มากกว่าสิ่งที่ “ต้องการ” การซื้อของจับจ่ายใช้สอยจะให้ความสำคัญในการตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้นว่าควรซื้อหรือไม่ เช่น ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาสูงขึ้นมาหน่อย มากกว่าสินค้าคุณภาพต่ำที่ราคาต่ำ

 

คำถามหลัก ๆ ที่ชวนปวดหัวเมื่อพูดถึง Minimalism กับเศรษฐกิจ คือคำถามที่ว่า “ถ้าทุกคนยึดหลัก Minimalism ในการใช้ชีวิตแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ?” คำตอบที่ตอบได้อย่างเร็วคือ Minimalism ไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย หรือเงินอัดฉีดในตลาดน้อยลง ด้งยเหตุผลหลายประการที่จะอธิบายต่อไป

 

เมื่อการบริโภคยึดหลักคุณภาพแล้วนั้น จำนวนเงินในการใช้จ่ายก็ไม่ได้สูบฉีดเข้าเศรษฐกิจของประเทศน้อยกว่าก่อนกระแส Minimalism จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะผู้คนที่ยึดหลักนี้ ก็จะยอมจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนที่ยึดหลักนี้ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการเป็นเจ้าของสิ่งของอะไรบางอย่างทางกายภาพ เช่น การไปดูหนัง การเข้าร้านอาหารที่ตนเองชื่นชอบ การเที่ยวคาเฟ่ การไปหาประสบการณ์ใหม่ ซึ่งเหล่านี้ ก็ใช้เงินเช่นกัน ดังนั้น Minimalism ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้จ่าย แต่หมายถึงการตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้นในการจ่ายเงินแต่ละครั้ง บนพื้นฐานความเรียบง่าย และจำเป็น

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นการยืนยันว่า Minimalism ไม่ได้ทำให้เงินอัดฉีดในเศรษฐกิจน้อยลง เพราะกฏการทำงานของตลาดนั้น ปรับตัวตามความต้องการผู้บริโภคเสมอ กระแส Minimalism ไม่ได้เป็นสิ่งที่เข้ามา disrupt ตลาด แต่ตลาดเองปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคแบบใหม่ ๆ ด้วยตัวของมันเอง

 

ดังนั้น ข้อดีของ Minimalism ทำให้
1. การบริโภคมากเกินจำเป็นลดลง คนทำงานสายการผลิตมีงานลดลง ซึ่งหมายถึง work life balance ที่ดีขึ้น
2. การบริโภคสินค้าหรือบริการบางอย่างอาจลดลง (เช่นสิ่งของ) แต่การบริโภคบริการอย่างอื่นอาจเพิ่มขึ้น (เช่นประสบการณ์)
3. ผู้คนจะคิดไตร่ตรองมากขึ้นว่าการจับจ่ายใช้สอยอะไรที่จำเป็น และสร้างความสุขจากสิ่งของหรือบริการสิ่งนั้นได้มาก
4. ผู้คนจะให้คุณค่ากับสิ่งของลดลง และหันมาสังเกตว่าคุณค่าที่เรามีคืออะไร แล้วซื้อของหรือบริการตามความต้องการของเราเอง
5. สภาพแวดล้อมอาจสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นบ้าง เพราะการผลิตขยะจากการผลิตสินค้าลดลง
6. ผู้คนจะลงทุนในสุขภาวะทางใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่สุขภาวะทางกายเพียงอย่างเดียว
7. จะมีเงินอีกมากที่เหลือพอให้ลงทุนกับการศึกษา
8. เราจะสามารถสนับสนุนธุรกิจชุมชนได้มากขึ้น

 

ดังนั้น หลักการ Minimalism ไม่ได้เป็นตัว disrupt ตลาดแต่อย่างใด เพราะกลไกตลาดจะปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่แล้ว นอกจากนั้น Minimalism ยังทำให้ผู้คนคิดอย่างรอบคอบในการใช้จ่ายแต่ละครั้งมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะผลิตสินค้าด้อยคุณภาพแต่ราคาถูก Minimalism จึงเป็นทั้งหลักการในการบริโภค และมากไปกว่านั้น คือปรัชญาของการใช้ชีวิตของผู้คนเลยทีเดียว

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
BecomingMinimalist, A New, Minimalist Economy, Retrieved from https://www.becomingminimalist.com/minimalist-economy/#:~:text=Minimalist%20lifestyles%20do%20not%20require,money%20will%20still%20be%20spent.
TheADHDMinimalist.com, Is minimalism bad for the economy (The concerns of a minimalist), Retrieved from https://theadhdminimalist.com/is-minimalism-bad-for-the-economy-the-concerns-of-a-minimalist/
Minimalray, What if everyone was a minimalist?, Retrieved from https://www.minimalray.com/what-if-everyone-was-a-minimalist/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน