การลงทุน

BTS vs BEM ศึกแห่งระบบรางสยามประเทศ

BTS BEM

หุ้น BTS หรือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อบริษัท ธนายง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัททำกิจการเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อนที่ต่อมาจะขยายธุรกิจออกไปหลากหลายมากขึ้น และร่วมลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อย่างรถไฟฟ้าดังเช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน BTS ประกอบธุรกิจ 4 ด้านหลักด้วยกัน

 

1 ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน

 

ธุรกิจหลักของบริษัทโดยทำธุรกิจผ่านบริษัทย่อยชื่อ BTSC (ถือหุ้น 97.46%) ได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าจากกทม.ตั้งแต่ปี 2535 ทั้งสายสุขุมวิทและสีลม รวม 23.5 กิโลเมตร และจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 (สัมปทาน 30 ปี เริ่มให้บริการครั้งแรกปี 2542) โดยในปี 2556 บริษัทได้ขายรายได้ค่าโดยสารสุทธิจากรถไฟฟ้าสายหลักนี้ ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงสิ้นสุดปีสัมปทานให้กับกองทุน BTSGIF โดยบริษัทยังคงถือหุ้นอยู่ 33.33% ในกองทุนนี้ ในปี 2555 บริษัทได้เข้าเซ็นสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายสีลม 1 (สะพานตากสิน – วงเวียนใหญ่) ส่วนต่อขยายสีลม 2 (วงเวียนใหญ่ – บางหว้า) และสายรถไฟฟ้าเดินหลังหมดสัมปทานชุดเก่าจนถึงปี 2585 นอกจากนี้ ในปี 2559 BTS ยังร่วมกับ STEC และ RATCH จัดตั้งกิจการร่วมค้า BSR และชนะประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย – มีนบุรี) และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว – สำโรง) รวมไปถึงส่วนต่อขยายอีกด้วย

 

2 ธุรกิจสื่อโฆษณา

 

ธุรกิจสื่อโฆษณาของ BTS ดำเนินโดยบริษัท VGI (BTS ถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมรวม 70.62%) โดยทำธุรกิจสื่อนอกบ้านครอบคลุมพื้นที่ 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ สื่อในระบบขนส่งมวลชน สื่อกลางแจ้ง (ผ่าน MACO) สื่อในอาคารสำนักงาน (ผ่าน POV) สื่อในสนามบิน (ผ่าน aero media group) และการสาธิตสินค้า (ผ่าน demo power) และธุรกิจสื่อดิจิตัลผ่าน Rabbit Group (อ่านเพิ่มเติมเรื่องผู้โดยสารบีทีเอส : รู้ไหม? ผู้โดยสารบีทีเอส 89% ยังโสด)

 

3 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 

ธุรกิจประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และที่ดิน

 

4 ธุรกิจบริการ

 

ธุรกิจสนับสนุนธุรกิจหลักในส่วนอื่น เช่น ธุรกิจ e-money ธุรกิจบัตรเงินสด ธุรกิจนายหน้าประกันภัย

 

ภาพรวมรายได้ของ BTS มาจากธุรกิจสื่อโฆษณาและให้เช่าพื้นที่ในสถานีรถไฟฟ้าประมาณ 30% รายได้จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและการติดตั้งงานระบบประมาณ 30% ส่วนแบ่งกำไรจาก BTSGIF ประมาณ 10% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่น

 

หุ้น BEM หรือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ในปี 2558 โดยบริษัทประกอบธุรกิจหลัก 4 ด้านด้วยกัน

 

1 ธุรกิจทางพิเศษ

 

บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้างและบริหารทางพิเศษรวม 4 สาย ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช (หมดสัมปทาน 2563) ทางพิเศษศรีรัชส่วนดี (หมดสัมปทาน 2570) ทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (หมดสัมปทาน 2585) ทางพิเศษอุดรรัถยา ดำเนินการผ่านบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ (NECL) (หมดสัมปทาน 2569) โดยสัญญาเป็นแบบ BTO คือบริษัทก่อสร้างและได้สิทธิ์ในการบริหาร แต่ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของกทพ. ซึ่งส่วนในกรุงเทพ 9 ปีแรกจะแบ่งสัดส่วนบริษัทต่อกทพ. 60 : 40 ในขณะที่ 9 ปีสุดท้าย 40 : 60 ระยะเวลาตรงกลางแบ่ง 50 : 50 ส่วนพื้นที่นอกกรุงเทพ บริษัทจะได้ทั้งหมด ซึ่งปรับค่าผ่านทางได้ทุก 5 ปี

 

2 ธุรกิจระบบราง

 

บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานจากรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (หัวลำโพง – บางซื่อ) (สายสีน้ำเงิน) (หมดสัมปทาน 2567) และโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (คลองบางไผ่ – เตาปูน) (สายสีม่วง) (หมดสัมปทาน 2586)

 

ลักษณะสัญญาจะเป็นแบบ ATO สายสีน้ำเงินเป็นแบบ PPP net cost คือบริษัทลงทุนเงินเอง และจะได้สัมปทานในรถไฟฟ้าตลอดอายุเวลา 25 ปี ระหว่างระยะเวลาต้องจ่ายส่วนแบ่งให้รฟม.ตามกำหนด ในขณะที่สายสีม่วงเป็นแบบ PPP gross cost คือรฟม.ลงทุนเงินเอง สินทรัพย์เป็นของรฟม. แต่บริษัทจะได้รับสิทธิ์ในการบริหารรถไฟฟ้าเส้นดังกล่าวตลอดอายุเวลา 30 ปี

 

3 ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์

 

บริษัททำธุรกิจผ่านบริษัทย่อย BMN (ถือหุ้น 65.19% ยังไม่หักส่วนที่จะขายให้ PLANB) ซึ่งครอบคลุม 1 ธุรกิจสื่อโฆษณาในรถไฟฟ้าและสถานี 2 ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในสถานีรถไฟฟ้าสีน้ำเงินและที่จอดรถลาดพร้าว 3 ธุรกิจดูแลรักษาอุปกรณ์สื่อสารในสถานี

 

4 ลงทุนในบริษัทอื่น

 

บริษัทถือหุ้นลงทุนในบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1 บริษัท CKP (ถือหุ้น 19.40%) เกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า 2 บริษัท TTW (ถือหุ้น 19.45%) เกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายน้ำประปา 3 บริษัท XPCL (ถือหุ้น 7.5%) ผู้ก่อสร้างและดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

 

โดยภาพรวมบริษัทมีรายได้มาจากทางพิเศษประมาณ 70% ธุรกิจระบบรางประมาณ 25% และที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นในเครือ

 

จุดเปรียบเทียบความเหมือนความต่าง BTS BEM

 

รายได้และกำไรเทียบจากช่วงเวลาเต็มปี

 

BEM งบปี 59 รายได้ 13,580 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,605 ล้านบาท

BTS งบปี 60 (ปิดงบสิ้นเดือนมีนาคม) รายได้ 10,405 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,003 ล้านบาท

 

ความสามารถในการทำกำไร

 

BEM งบปี 59 NPM 19.19% ROE 8.87

BTS งบปี 60 NPM 19.25% ROE 4.57

 

กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่

 

BEM คือ CK 29.98%

BTS คือ นายคีรี กาญจนพาสน์ 26.64%

 

ลักษณะธุรกิจ

 

ทั้งสองบริษัทมีโมเดลธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน คือ สาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างทางพิเศษและรถไฟฟ้าซึ่งได้รับสัมปทานจากภาครัฐ โดยบริษัทจะมีธุรกิจสื่อและโฆษณาเสริมธุรกิจหลักให้แข็งแรงมากขึ้น และต่อยอดไปยังการขายสินทรัพย์บางส่วนเข้าไปยังกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

 

มุมมองด้านความเสี่ยง

 

ทั้งสองธุรกิจเป็นกิจการที่พึ่งพาภาครัฐมาก เนื่องจากต้องได้รับสัมปทานในการให้บริการ ซึ่งสัมปทานที่จะได้รับย่อมมาจากการประมูลแข่งขัน ความเสี่ยงตรงนี้จึงอาจเกิดขึ้นในแง่ของการแข่งขันราคาและความไม่แน่นอนของโครงการภาครัฐ หลายโครงการในมือของบริษัททั้งสองตอนนี้ก็ใกล้จะหมดอายุ นักลงทุนควรประเมินว่าโครงการใหม่ในอนาคตจะเข้ามาชดเชยรายได้ที่เคยมีอยู่เดิมได้เพียงพอหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ ธุรกิจสัมปทานยังมีข้อจำกัดด้านการขึ้นราคาค่าบริการด้วย ซึ่งอาจจะทำให้การเติบโตด้านราคาค่าใช้บริการไม่เติบโตได้ดีเท่ากับในขาของจำนวนผู้ใช้บริการ

 

การกระจายความเสี่ยง

 

ธุรกิจทั้งสองมีการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดี โดย BTS จะกระจายความเสี่ยงไปในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ BEM จะกระจายความเสี่ยงไปในการลงทุนในบริษัทสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตรงส่วนนี้ก็จะมาช่วยเสริมรายได้และกำไรของบริษัทให้สูงยิ่งขึ้น

 

มูลค่าตามราคาตลาด

 

บริษัททั้งสองมีมูลค่าตามราคาตลาดใกล้เคียงกันที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยมีค่า PE ประมาณ 40 เท่าใกล้เคียงกันอีกด้วย

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน