การลงทุน

CENTEL vs MINT สุดยอดหุ้นสายกินเที่ยวแห่งตลาดหุ้นไทย

centel

MINT และ CENTEL ถือเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนอย่างมากอีกกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หุ้นทั้งสองให้ผลตอบแทนที่ดี และทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใส ทั้งธุรกิจอาหารที่เติบโตตามเมกะเทรนด์การเติบโตของสังคมเมืองและการปรับโครงสร้างเป็นครอบครัวเดี่ยวของประชากร รวมไปถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมีการเติบโตดีอย่างมากจนกรุงเทพขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นเวลาหลายปี

 

MINT หรือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม (สัดส่วนรายได้ประมาณ 43%) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (สัดส่วนรายได้ประมาณ 38%) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและให้เช่าด้วย (สัดส่วนรายได้ประมาณ 7%) และธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า (สัดส่วนรายได้ประมาณ 7%)

 

ธุรกิจโรงแรมของเครือไมเนอร์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โรงแรมที่ลงทุนเอง (61% ของรายได้โรงแรม) โรงแรมที่ร่วมทุน (17% ของรายได้โรงแรม) โรงแรมที่รับจ้างบริหาร (4% ของรายได้โรงแรม) และเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ (16% ของรายได้โรงแรม) รวมทั้งสิ้น 20,209 ห้อง โดยแบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ โรงแรมอนันตรา โรงแรมอวานี โรงแรมทิโวลี โรงแรมเอเลวาน่า โรงแรมโอ๊คส์ แบ่งสัดส่วนเป็นรายได้จากในประเทศ 51% และต่างประเทศ 49% (จากสัดส่วน 87 : 13 ในปี 2008) โดยมีการกระจายตัวของโรงแรมอยู่ใน 40 ประเทศทั่วโลก กลุ่มลูกค้าหลักของเครือไมเนอร์คือกลุ่มยุโรป (34%) และเอเชียตะวันออก (26%) หากแบ่งเป็นประเทศแล้ว ผู้เช้าพักสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จีน อังกฤษ และเยอรมนี ตามสัดส่วน 12% 9% และ 6% ตามลำดับ

 

จากข้อมูลในไตรมาส 1 ปี 2018 เครือโรงแรมของไมเนอร์มีโรงแรมรวม 20,379 ห้อง มี ADR 6,157 บาทต่อห้อง RevPar 4,204 บาทต่อห้อง และ Occupancy Rate 68% ในภาพรวมเฉลี่ยทั้งเครือ

 

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเครือไมเนอร์มีร้านอาหารในเครือที่หลากหลาย โดยมีทั้งแบรนด์ที่เป็นเจ้าของเองและซื้อสิทธิ์การบริหารมาจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนจากในประเทศต่อต่างประเทศ 60 : 40 (จาก 81 : 19 ในปี 2008) โดยมีธุรกิจอาหารกระจายอยู่กว่า 27 ประเทศทั่วโลก

 

centel

 

CENTEL หรือบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม (สัดส่วนรายได้ประมาณ 44%) และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (สัดส่วนรายได้ประมาณ 54%) แต่ถ้าพิจารณาที่ EBITDA แล้วสัดส่วนกำไรจากโรงแรมจะเยอะกว่าอาหารมาก เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีค่าเสื่อมราคาสูง และมี operating leverage มาก สัดส่วนรายได้มาจากกรุงเทพ 32% ต่างจังหวัด 59% และมัลดีฟส์ 9%

 

ธุรกิจโรงแรมของเซนเทลประกอบด้วย โรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 17 แห่ง (ในประเทศ 15 แห่ง ต่างประเทศ 2 แห่ง) และโรงแรมที่รับจ้างบริหารจำนวน 21 แห่ง (ในประเทศ 18 แห่ง ต่างประเทศ 3 แห่ง) รวม 7,294 ห้อง โดยมีแบรนด์หลัก ได้แก่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ โรงแรมเซ็นทารา โรงแรมเซ็นทรา และโรงแรมโคซี่ โดยสัดส่วนหลักอยู่ในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ซึ่งมีการกระจายรายได้มาจากกรุงเทพ 30% ต่างจังหวัด 50% และมัลดีฟส์ 20%

 

ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2018 กิจการโรงแรมมี ARR อยู่ที่ 4,897 บาทต่อคืน RevPar 4,049 บาทต่อคืน และ Occupancy Rate 87.4%

 

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเครือเซนเทลมีร้านอาหารในเครือที่หลากหลาย โดยมีทั้งแบรนด์ที่เป็นเจ้าของเองและซื้อสิทธิ์การบริหารมาจากต่างประเทศ รวมทั้งหมด 11 แบรนด์ ภายใต้ร้านจำนวน 899 สาขา

 

centel

 

เปรียบเทียบ MINT vs CENTEL

 

centel

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน