การลงทุน

ความน่าเบื่อของธุรกิจคือปราการชนิดหนึ่งของกิจการ

barrier of entry

ความน่าเบื่อนี่มีข้อดีเหมือนกันนะ หากใครวิเคราะห์ธุรกิจโดยใช้แบบจำลองแรงกดดันทั้ง 5 หรือ 5 forces Model จะทราบว่าแรงกดดันหนึ่งที่สำคัญคือ การป้องกันการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ หรือ Barrier of Entry ของกิจการนั่นเอง

 

Barrier of Entry ของกิจการนั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เงินทุนจำนวนมาก เช่น ธุรกิจสื่อสารที่ไม่ค่อยมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หรือจะเป็นกฎหมายและใบอนุญาต อย่างเช่นธุรกิจธนาคารที่มีผู้เล่นเข้ามาใหม่น้อย เนื่องจากภาครัฐมีเงื่อนไขมากในการจัดตั้งกิจการธนาคาร และไม่ค่อยออกใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารใหม่

 

แต่ปราการอย่างหนึ่งที่นักลงทุนมักมองข้ามคือ “ความน่าเบื่อของธุรกิจ”

 

ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง คนส่วนมากทำธุรกิจที่อยากทำ ดังนั้น ธุรกิจที่ภาพลักษณ์ดีจะมีคนเข้ามาแย่งชิงเค้กในอุตสาหกรรมเสมอ เรียกได้ว่าธุรกิจบางอย่างฮอตฮิตมากจนมีการเปลี่ยนผู้เล่นจนแทบจำหน้าตากันไม่ได้ เก่าไปใหม่มาวนกันไปจนกระแสจะหมดลง

 

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดที่สุดคงเป็นร้านกาแฟ ที่ยุคสมัยหนึ่ง (หรืออาจจะรวมถึงยุคสมัยนี้ด้วย) ที่ใครๆ ก็อยากลาออกไปเปิดร้านกาแฟ ใช้ชีวิตแบบสโลวไลฟ์ ขายสไตล์และกาแฟอันหอมกรุ่น แน่นอนว่าความฝันเหล่านี้ไม่ผิดเลย แต่การที่คนฝันเหมือนกันจำนวนมากก็ทำให้ผู้เล่นมากมายหลั่งไหลเข้ามาในธุรกิจร้านกาแฟ จนแทบจะเรียกได้ว่าร้านกาแฟนี่กลายเป็นธุรกิจยอดฮิตของคนยุคใหม่ไปแล้ว แบรนด์ใหม่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน

 

ต่างกับธุรกิจน่าเบื่อบางอย่างที่คนเอาแต่ส่ายหน้าหนี อย่างเช่นธุรกิจจัดการขยะ คำถามคือคนยุคใหม่มีสักกี่คนที่ก้าวออกมาพูดว่ามีความฝันอย่างทำธุรกิจเกี่ยวกับขยะบ้าง ตั้งแต่รับซื้อขยะ จัดการขยะ ไปจนถึงนำขยะไปแปรรูป ถึงแม้ว่าธุรกิจเกี่ยวกับขยะอุตสาหกรรมยังมีความสนใจกันอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดถึงการรับซื้อขยะจากบ้านเรือนนี่แทบไม่ได้ยินเลย นักธุรกิจบางคนที่มาจับธุรกิจด้านนี้ก็กินขาดในธุรกิจไปเลย เพราะคู่แข่งน้อยมาก ทั้งที่ปราการของการเข้ามาก็แทบไม่มี

 

นั่นจึงพออนุมานได้ว่า “ความน่าเบื่อของธุรกิจ” ก็น่าจะเป็นปราการได้

 

เปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นไปอีกถึงธุรกิจที่ “น่าสนุก” กับธุรกิจที่ “น่าเบื่อ” โดยยกตัวอย่างธุรกิจโรงแรมกับธุรกิจโรงพยาบาล

 

นักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คงหวังที่จะมีธุรกิจแบบโรงแรมอยู่เป็นส่วนมาก เพราะธุรกิจโรงแรมนั้นดูยิ่งใหญ่ คนที่มาเข้าพักก็มีความสุขสนุกสนาน นักท่องเที่ยวและแขกที่มาเข้าพักได้รอยยิ้มกลับบ้านไป ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลนั้นคนส่วนมากส่ายหน้าหนี เพราะแค่คิดก็จิตตกแล้ว ธุรกิจที่วนเวียนอยู่กับการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายนั้นคงไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก ผู้ที่มาใช้บริการก็ดูว่าจะแบกความทุกข์มาด้วยเสมอ ยากที่จะเป็นธุรกิจในฝันของใครหลายคน

 

เทียบกันด้วยตัวเลขให้เห็นชัดเจนมากขึ้น

 

จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 – 2553 ธุรกิจโรงแรมมีผู้จดทะเบียนทำธุรกิจโรงแรมเริ่มต้นจาก 1,104 ราย เติบโตไปเป็น 5,099 ราย หรือเรียกได้ว่าเติบโตอย่างมากมายมหาศาลที่อัตราทบต้นปีละ 24.43% (นี่ขนาดยังไม่รวมโรงแรมที่ผิดกฎหมายที่มีข่าวจับกุมกันอยู่บ่อยครั้ง) ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลเริ่มต้นจาก 169,485 เตียงทั่วประเทศไปเป็น 166,555 เตียงทั่วประเทศ หรือเรียกได้ว่าภาพรวมของโรงพยาบาลมีการหดตัวลงเฉลี่ยปีละ 0.25% ทบต้น ที่เป็นภาพคนละม้วนกับโรงแรมเลย ทั้งๆ ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับสุขภาพของประเทศไทยก็ถือว่าเติบโตกันอย่างโดดเด่นทั้งคู่ในภาพมหภาค

 

ความน่าเบื่อนี่มันมีอิทธิพลจริงๆ

 

ถึงแม้ว่าความน่าสนุกและความน่าเบื่อจะไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่แตกต่างกันระหว่างโรงแรมและโรงพยาบาล แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องดังกล่าวก็คงมีผลอยู่ไม่น้อยเลยถูกไหม

 

บางที การมองหากิจการที่น่าเบื่อและครอบครองมันไว้ก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน