หนังสือ & บรรยาย

สรุปหนังสือ How Google works คิดอย่างผู้นำ ทำอย่างกูเกิล

สรุปหนังสือ How Google works คิดอย่างผู้นำ ทำอย่างกูเกิล

สรุปหนังสือ How Google works คิดอย่างผู้นำ ทำอย่างกูเกิล

 

หนังสือ How Google works คิดอย่างผู้นำ ทำอย่างกูเกิล เป็นหนังสืออีกเล่มที่กะเทาะแก่นแนวคิดการทำธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยี โดยกูเกิลถือเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทั้งในแง่ของส่วนแบ่งตลาดและการทำกำไร วันนี้ผมได้สรุปความการสรุปหนังสือเล่มนี้มาจากการสรุปความของพี่นักลงทุนอีกท่านหนึ่ง (นามแฝง : นายมานะ) หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านทุกคน

 

 

  • เขียนโดย อดีต CEO Google คือเอริค ชมิดท์ และอดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ โจนาธาน โรเซนเบิร์ก
  • หนังสือเรื่องนี้บอกเล่าถึงกลยุทธ์ของ Google

 

  • ในอดีต ธุรกิจที่ชนะ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด
  • ยกตัวอย่าง Notebook ให้ทายว่ายี่ห้อไหนขายดีที่สุดในโลก?
  • คำตอบ HP
  • ให้ทายต่อมาว่า Notebook ยี่ห้อไหนมีอัตราการเสียมากที่สุดในโลก
  • คำตอบก็ HP อีก
  • HP ไม่ได้ชนะเพราะผลิต notebook ดีที่สุด แต่ชนะเพราะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าคุ้นเคยมากที่สุด
  • เจฟฟ์ เบโซส CEO ของ Amazon พูดถึงการแข่งขันในอดีตว่า ให้ใช้เวลา 30% สร้างของที่ดีที่สุด และใช้เวลา 70% ที่เหลือไปกับการทำการตลาด
  • ในอดีต สินค้าที่ชนะ จึงไม่ใช่ของดีที่สุด แต่ต้องหาซื้อง่าย หรือมีแบรนด์คุ้นหู
  • แต่ปัจจุบัน มี 2 ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปจากอดีต
  • อินเตอร์เน็ต 2. โทรศัพท์มือถือ (Device)
  • การรวมกันของ 2 ปัจจัยนี้ทำให้ “ข้อมูล” เป็นสิ่งที่หาได้ง่าย และมีราคาถูก
  • บริษัทสมัยใหม่จึงไม่ต้องเสียเวลา 70% ไปกับการเอาข้อมูลไปยัดใส่หู หรือหาหน้าร้าน แต่หันมาใช้เวลาส่วนใหญ่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ
  • ด้วยเทคโนโลยีด้านข้อมูลและ logistic ที่พัฒนาขึ้นมาก ปัจจุบันไปจนถึงอนาคต ผลิตภัณฑ์ที่ดี จะสำคัญที่สุด

 

  • ถามคำถามใหม่ แล้วทำยังไงถึงจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดขึ้นมาได้
  • บางคนอาจจะบอกว่าให้จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดได้ ต้องมีไอเดีย หรือมีแผนธุรกิจเทพ ๆ
  • แต่ Google เกลียดแผนธุรกิจ
  • โจนาธาน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เคยเขียนแผนธุรกิจ เพื่อไว้ให้ google ใช้สู้กับ Microsoft
  • สมัยนั้น Google ยังเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่ยังไม่เข้าตลาด แต่ Microsoft คือบริษัท Tech ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • โจนาธานถูก บอร์ดบริหารกดดันให้เขียนแผนธุรกิจอย่างละเอียด
  • หลังเขียนเสร็จโจนาธานยื่นแผนนี้ให้ Larry Page ผู้ก่อตั้ง Google ดู
  • Larry Page ถามโจนาธานกลับว่าเคยเห็น วิศวกร สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าที่แผนกำหนด และเร็วกว่าที่เขียนในแผนได้มั้ย
  • คำตอบคือไม่มี
  • แผนนั้นก็เลยถูก Larry Page เขวี้ยงทิ้งไป
  • ในอดีตการมีแผนธุรกิจเป็นเรื่องจำเป็น เพราะการจะสร้าง Model ต้นแบบ มันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
  • จึงต้องวางแผนให้รัดกุม และใช้คนน้อยคนพิจารณาตัดสินใจ
  • แต่ในปัจจุบัน Model ต้นแบบถูกลงมาก และใช้เวลาน้อยลงมาก ใคร ๆ ก็สร้างได้ ไม่ต้องรอให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นคนตัดสินใจก็ได้
  • Google เลยไม่เชื่อในแผนธุรกิจ แต่เชื่อในการจ้างคนที่เก่งที่สุด
  • และปล่อยให้คนเหล่านั้นมีอิสระในการทำงานให้มากที่สุด โดยที่ไม่หลุดไปจาก mission ขององค์กรก็พอ
  • แต่จะทำอย่างไร จึงจะจ้างคนที่เก่งที่มาสุดมาได้
  • ให้ค่าจ้างมากที่สุดรึเปล่า
  • คงไม่ใช่ เพราะ Google บอกว่าพนักงานส่วนใหญ่ที่ Google จ้าง ได้เงินเดือนน้อยกว่าตอนอยู่ที่ทำงานเดิม
  • และน่าจะจริง เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน Google ยังเป็นแค่บริษัทเพิ่งเริ่มก่อตั้ง ไม่มีเงินมากขนาดนั้น
  • คำตอบคือ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่คนเก่งอยากมาทำงานด้วย
  • หรือก็คือสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีที่สุดนั่นเอง

 

  • กลยุทธ์ของ Google ก็คือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีที่สุด
  • แล้วมันเป็นยังไง
  • Google เป็นบริษัทที่มีคนอยากทำงานด้วยมากที่สุดใน US (จากการจัดอันดับของทั้ง LinkedIn/Fortune)
  • หลายคนเข้าใจว่าเพราะ Google มีอาหารดี ๆ ให้กินฟรีทุกวัน แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลย
  • จริง ๆ Google ใส่ใจในรายละเอียดทุกองค์ประกอบของชีวิตพนักงาน
  • นอกจากสวัสดิการชั้นยอด อย่างอาหาร หรือสวัสดิการอื่น ๆ แล้ว
  • Google ให้อิสระกับพนักงานเต็มที่ในการทำงาน
  • โดยมีหลักสำคัญที่สุดแค่ 2-3 ข้อ เช่น Focus on Users/Make the world a better place/Don’t be Evil
  • พนักงาน Google มีอิสระมาก สามารถที่จะแย้ง CEO ได้ถ้าไม่เห็นด้วย
  • มีหลักว่าอย่าฟังพวก Hippo ย่อมาจาก Highest Paid Person’s Opinion (ความคิดเห็นของคนที่เงินเดือนเยอะสุด)

 

  • มีเคสหนึ่งน่าสนใจคือตอนที่ Larry Page (ผู้ก่อตั้ง google) เสิร์ชหา ข้อมูล มอเตอร์ไซด์ Kawasaki H1B
  • แต่โฆษณาที่โผล่ออกมาดันเป็น บริษัทรับทำ Visa ประเภท H1B
  • ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายของวันศุกร์แล้ว คิดว่า Larry Page ทำยังไง?
  • CEO ทั่วไป น่าจะเรียกประชุมด่วนเพื่อเรียกฝ่ายโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องมาจัดการแก้ปัญหา
  • สิ่งที่ Larry Page ทำคือปริ้นโฆษณาห่วย ๆ อันนั้นไปแปะที่โรงอาหารพนักงาน
  • แล้วก็กลับบ้านไปโดยไม่ได้บอกอะไรใครทั้งสิ้น
  • เช้าวันจันทร์เวลาตี 5 มีอีเมล ส่งมาหา Larry Page
  • เขียนอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าทำไมโฆษณามันห่วย พร้อมต้นแบบ Algorithm ที่แก้ปัญหานั้น
  • ภายหลังต้นแบบวิธีนี้กลายมาเป็น การคัดกรองโฆษณาที่ Google ใช้ในปัจจุบัน
  • ที่เจ๋งมาก ๆ ของเรื่องนี้คือทีมที่ส่งอีเมลมาไม่ใช่ทีมโฆษณาแต่เป็นทีมวิศวกร ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
  • ด้วย Culture ของ Google ที่ให้อิสระกับพนักงานมาก ๆ
  • พนักงานจึงสามารถจะทำอะไรก็ได้ ขอแค่ Focus on Users และไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
  • Culture ของ Google เปลี่ยนให้พนักงานธรรมดากลายเป็นคนโคดเก่ง?
  • เปล่าเลย แค่เป็น culture ที่คนเก่งอยากจะมาทำงานด้วย เพราะได้แสดงศักยภาพจริง ๆ ของตัวเอง

 

  • ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่คือ การไม่ได้ออกแบบ culture องค์กรเอาไว้
  • คือบริษัทส่วนใหญ่ที่ success จะเริ่มจากเน้นการสร้างยอดขาย/กำไร
  • พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่แล้ว
  • พอใหญ่ค่อยมานั่งคิดว่าควรมี culture หรือ mission เท่ ๆ ก็เลยโยนไปให้ทีมงานสักทีมของบริษัททำ
  • ซึ่งบางที mission ยาว ๆ ที่เขียนมา ก็ไม่ตรงกับ แนวคิดแรกเริ่มของผู้ก่อตั้ง เพราะคิดขึ้นมาทีหลัง
  • การจ้างงานก็เหมือนกัน บริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะให้ HR หรือ outsource เป็นคนทำ
  • แต่ Google มองว่าเรื่องนี้สำคัญมาก
  • Google เลยให้พนักงานทุกคนช่วยกันหาคนเก่งรอบตัว
  • ให้ผู้บริหารระดับสูง ที่เข้าใจทุกสายงาน screen Resume
  • และมีคณะกรรมการสัมภาษณ์ถึง 4 ครั้ง ก่อนจะรับเข้าทำงาน
  • เหมือน Google ไม่จำเป็นต้องมีพนักงาน HR?
  • HR เฉลี่ยของบริษัททั่วไปจะอยู่ประมาณ 1% ของพนักงานทั้งหมด
  • แต่ HR ของ Google มีอยู่ถึงประมาณ 7%
  • สะท้อนให้เห็นว่า Google ให้ความสำคัญกับคนมากจริง ๆ

 

สรุป

  • Google ใช้การสร้าง Culture มาเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ
  • ปัจจุบัน Tech เปลี่ยนเร็วมาก Vision ของ ทีมผู้บริหาร และ culture สำคัญมาก
  • ถ้า Vision หรือ Culture ไม่ดีก็จะเป็นอย่าง Kodak หรือ Yahoo
  • นักลงทุนเลยไม่ควรดูแค่ 5 forces แต่ต้องดูลึกไปถึงทีมผู้บริหารและ culture องค์กร

 

Appendix

  • การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด อาจจะทำให้บริษัทขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่าง Apple ก็ได้
  • การเป็นอันดับ 1 ของโลกก็สำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือทำอย่าไรให้บริษัทไม่ถูก disrupt ซะเอง
  • ทุกผลิตภัณฑ์มี product life cycle
  • เมื่อเทคโนโลยีไปถึงจุดหนึ่ง platform เดิม ๆ ที่เราใช้มันจะล้าสมัย
  • ถึงเราจะเป็นผู้ผลิตเพจเจอร์ที่เทพที่สุด มันก็ไม่มีค่าอะไรในสมัยนี้
  • ดังนั้นแค่พัฒนาผลิตภัณฑ์หลักให้ดีที่สุด ผลิตภัณฑ์เดียวอาจจะไม่พอที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดไป 10 ปี 100 ปี
  • คำตอบเดียวกันที่ google ใช้คือใช้วัฒนธรรมองค์กร เป็นกลยุทธ์
  • ดึงดูดคนเทพ ๆ
  • และไม่เพียงเท่านั้น แต่คนเทพ ๆ เหล่านี้ไม่ต้องพัฒนาแต่ search
  • แต่มีอิสระที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ที่ตรงกับ mission ขององค์กร
  • การจัดสรรทรัพยากรของ google จึงไม่ได้มองที่เรื่องของ efficiency เพียงอย่างเดียว
  • แต่ google กล้าที่จะทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
  • แม้ว่าจะล้มเหลว มันก็ยังเกิดการเรียนรู้
  • ด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ google จึงกลายเป็นเหมือน University ที่ไม่ยึดติดกับอาจารย์หรือผู้บริหารคนใดอีกต่อไป
  • Google กลายเป็นองค์กรที่ฆ่าไม่ตายไปแล้ว

 

หวังว่าจะได้ประโยชน์จากการถอดความครั้งนี้

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน