การลงทุน

ตลาดหุ้นเวียดนาม และด้านมืดที่นักลงทุนต้องรู้

ตลาดหุ้นเวียดนาม

ตลาดหุ้นเวียดนาม ถือเป็นตลาดหุ้นที่หอมหวานมากสำหรับนักลงทุนไทยหลายคน ด้วยโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และ GDP ของประเทศก็โตแบบก้าวกระโดดอยู่ในระดับเฉลี่ยเกิน 6% มานานร่วม 12 ปี แนวโน้มอนาคตของการเติบโตของเศรษฐกิจก็ยังดูดี เรียกได้ว่างดงามเลยทีเดียว

 

ตลาดหุ้นเวียดนาม มีด้านมืดอะไรที่นักลงทุนควรรู้บ้าง?

 

ยิ่งพูดถึงการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามมากเท่าไหร่ นักลงทุนยิ่งคันไม้คันมืออยากจะซื้อหุ้นหรือกองทุนเวียดนามเก็บไว้ซะตั้งแต่ตอนนี้ แต่เดี๋ยวก่อน มาดูแง่ลบของเวียดนามที่นักลงทุนไทยควรรู้กันบ้าง มาเข้าใจถึงความเสี่ยงของตลาดหุ้นเวียดนามเสียหน่อยก่อนลงทุน

 

1 ความเสี่ยงจากภาครัฐ

 

ธุรกิจจำนวนมากของเวียดนามเป็นรัฐวิสาหกิจและถือหุ้นใหญ่โดยรัฐ ในแง่ดีคือบริษัทเหล่านี้มักได้รับการสนับสนุน แต่ในแง่ร้าย หากวันดีคืนดีรัฐเกิดเปลี่ยนนโยบายหรือขั้วการเมืองขึ้นมา บริษัทเหล่านี้ก็อาจจะเสียหายหนักได้ ยกตัวอย่างเช่นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership; TPP) ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุนในการลงนามแต่สุดท้ายก็ถูกสหรัฐอเมริกาล้มไป แน่นอนว่าเวียดนามจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ดีขึ้นแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน สินค้าจากต่างชาติก็จะหลั่งไหลเข้ามาเช่นกัน เมื่อไม่มีกำแพงภาษีและการช่วยเหลือจากภาครัฐ สินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างของบริษัทเวียดนามเองก็จะถูกตีตลาดด้วยสินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าจากต่างประเทศในราคาที่ไม่แตกต่างกัน โชคดีที่ TPP ล้มไปเสียก่อน เพราะโบรคเกอร์หลายแห่งคาดกันว่าข้อตกลงนี้จะทำให้หลายบริษัทในเวียดนามถึงกับไปไม่เป็นเลย

 

2 ความเสี่ยงจากการไม่เข้าถึงข้อมูล

 

การลงทุนในตลาดต่างประเทศมีความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ห้ามไม่ได้คือความเสี่ยงจากการเข้าไม่ถึงข้อมูล ทั้งในแง่ความเข้าใจกิจการอย่างแท้จริง การเข้าใจภาษา รวมไปถึงความรวดเร็วของการเข้าถึงข้อมูลด้วย การพูดคุยกับคนท้องถิ่นจะช่วยให้เห็นภาพกิจการท้องถิ่นหรือข้อมูลจากพื้นที่จริงได้ดีขึ้นมาก หุ้นโลจิสติกส์ตัวหนึ่งเคยมีผลประกอบการยอดเยี่ยมและเป็นเหมือนหุ้นซูเปอร์สต็อคมาก่อน แต่ราคากลับตกลงอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างประเทศหากไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็อาจจะรีบเข้ามาซื้อด้วยคิดว่าถูก แต่ปรากฏว่าคนท้องถิ่นเห็นบริษัทใหญ่ยักษ์ที่เคยจ้างบริษัทนี้เข้ามาตั้งโรงคลังโลจิสติกส์เอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่นักลงทุนก็รู้ว่ามีโอกาสสูงที่บริษัทนี้จะไม่ได้งานต่อ และตามคาด บริษัทไม่ได้งานและราคาที่ลงมาก็การลงมาหามูลค่าพื้นฐานในอนาคตนั่นเอง

 

3 ความเสี่ยงจากสภาพตลาด

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นเวียดนามเป็นตลาดหุ้นที่ยังไม่พัฒนามาก โดยเฉพาะเรื่องระบบการควบคุมตรวจสอบ ถึงแม้ว่าจะพัฒนาจากอดีตมามากแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีมาตรฐานในระดับสากลนัก โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของการตรวจสอบ หุ้นทางการแพทย์ตัวหนึ่งราคาตกถึง floor สามวันติดจนนักลงทุนต่างชาติพากันงงไปหมด ใครเข้าซื้อตอนนั้นก็ติดดอยกันเละเทะ ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะซื้อขายกันที่ PE 2 เท่า PBV 0.2 เท่า แต่วันรุ่งขึ้นนักลงทุนก็ต้องพบกับข่าวร้ายต่อ เพราะบริษัทเพิ่งประกาศข่าวในตลาดหลักทรัพย์ว่าผู้บริหารทำการฉ้อโกงและกำลังถูกดำเนินคดี แน่นอนว่าข่าวดังกล่าวออกเป็นภาษาเวียดนามไปตั้งแต่เริ่มฟลอร์วันแรกแล้ว แต่ระบบของตลาดยังพัฒนามากพอที่จะกระจายข่าวสารให้นักลงทุนอย่างทั่วถึงและสมบูรณ์

 

4 ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง

 

ตลาดหุ้นเวียดนามถือเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก หุ้นบางตัวถึงแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่มีชื่อเสียงแต่ก็มีการซื้อขายกันในระดับหลักหมื่นบาท สภาพคล่องดังกล่าวทำให้นักลงทุนลงทุนได้ยาก และส่งผลให้ราคาหุ้นสวิงได้มากในช่วงวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นเล็ก เราอาจจะได้เห็นการฟลอร์และลิ่งภายในวันเดียวกัน เพราะสภาพคล่องที่ต่ำมากส่งผลให้การลากจากจุดต่ำสุดไปสูงสุดใช้เงินไม่เยอะเลย ตลาดหุ้นเวียดนามจึงมักจะโอเวอร์แอคติ้งเสมอ เมื่อไหร่ที่มีข่าวร้าย เราจะเห็นหุ้นในตลาดฟลอร์กันเป็นเรื่องปรกติ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าข่าวดีปรากฏ เราก็จะเห็นลิ่งกันเป็นเรื่องธรรมดาได้เช่นกัน

 

5 ความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการถือหุ้น

 

ประเทศเวียดนามมีสิ่งที่เรียกว่า Foreign Limit (ความจริงประเทศไทยก็มี ฮา) นั่นคือข้อกำหนดเพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ถึงแม้ว่าปัจจุบันตลาดจะปลดกฎเกณฑ์ให้เป็น 100% แล้ว แต่หลายบริษัทก็ยังคงยึดถือหลักเดิมและตัวเลขเดิม ทำให้นักลงทุนต่างชาติอย่างเราๆ ท่านๆ ประสบกับปัญหาเจอหุ้นดีโคตรถูกแต่ก็ซื้อไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ซื้อนั่นเอง หากนักลงทุนชอบจริงๆ ก็ต้องนั่งรอไปทุกวันจนกว่าจะมีนักลงทุนต่างชาติคนไหนยอมขายออกมา หรือไม่ก็ต้องรวมเงินกันจำนวนมากไปขอซื้อกับชาวต่างชาติที่ถืออยู่เดิมก่อนแล้ว ซึ่งส่วนมากก็จะโดนโขกสับเสียราคาแพงหูฉี่ สุดท้ายคือได้แต่ทำใจว่าลงทุนต่างประเทศ เราก็อาจจะไม่ได้ทุกอย่างอย่างที่เราต้องการ

 

6 ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูงมาก ส่งผลให้รายได้ต่อหัวของประชากรสูงขึ้น และค่าครองชีพก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามจึงเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างสูง เงินเวียดนามจึงมีแนวโน้มอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง การอ่อนตัวของค่าเงินเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกของเวียดนาม แต่ไม่เป็นผลดีต่อนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นเวียดนามอยู่เลย เพราะเมื่อคิดกลับมาเป็นค่าเงินของประเทศตนเองแล้วมักจะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นประกอบกับช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยแข็งเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง ผลสรุปออกมานักลงทุนไทยที่ถือหุ้นเวียดนามจึงโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง ขาไปขากลับ หลายคนกำไรหุ้นมากมายก็ต้องมาคืนให้กับค่าเงินจนหมด

 

วิธีที่ช่วยได้ดีคือการถือหุ้นยาว เพราะเมื่อไม่จำเป็นต้องแลกเงินกลับไปมาหรือรับรู้อัตราแลกเปลี่ยนบ่อยๆ แล้ว ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนก็จะพอเยียวยาไปได้บ้าง

 

ครบแล้วด้านมืดของตลาดหุ้นเวียดนาม ความจริงก็มีทั้งมืดมากมืดน้อยรวมไปถึงมืดแบบออกสื่อไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะศึกษาและวางแผนการลงทุนให้ดีก่อนโกอินเตอร์

 

เพราะการลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยง แต่การลงทุนแต่ในประเทศก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน