การลงทุน

6 วิธีประเมินมูลค่าหุ้นยอดนิยมโดยลงทุนศาสตร์

6 วิธีประเมินมูลค่าหุ้นยอดนิยมโดยลงทุนศาสตร์

6 วิธีประเมินมูลค่าหุ้นยอดนิยมโดยลงทุนศาสตร์

 

ทั้ง 6 วิธีนี้ เป็นวิธีที่ลงทุนศาสตร์สรุปมาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ แต่ถ้าหากท่านใดสนใจเนื้อหาโดยละเอียด สามารถหาหนังสืออ่านได้เพิ่มเติมได้ หนังสือแนะนำได้แก่ วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง – สุมาอี้ และ The Little Book of Valuation – Aswath Damodaran

 

1. PE ratio
วิธีคำนวณ : PE = ราคาหุ้น/กำไรสุทธิต่อหุ้น
วิธีแปลความ : PE ควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ข้อดี : ตลาดนิยมใช้ เข้าใจง่าย
ข้อเสีย : ตีความ PE ที่เหมาะสมยาก คิดไม่ได้หากธุรกิจไม่ทำกำไร
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นเกือบทุกประเภท
ข้อสังเกต : PE สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่ต้องเลือกค่าอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : SCC, AOT, CPN

 

2. PBV ratio
วิธีคำนวณ : P/BV = ราคาหุ้น/มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น
วิธีแปลความ : PBV ควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ข้อดี : อนุรักษ์นิยมสูล มูลค่าทางบัญชีผันผวนน้อย
ข้อเสีย : ไม่คำนึงถึงความสามารถในการทำกำไร นดยบายทางบัญชีมีผลต่อมูลค่ามาก
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นที่มีสินทรัพย์รอปลดปล่อยมูลค่ามาก
ข้อสังเกต : PBV มีความสัมพันธ์กับมูลค่าหุ้นน้อยกว่า ถ้าเทียบกับ PE
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : SPALI, KBANK, BLA

 

3. PEG ratio
วิธีคำนวณ : PE = ค่า PE/อัตราการเติบโต (เฉลี่ยทบต้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า)
วิธีแปลความ : PEG คสรต่ำกว่า 1 ยิ่งต่ำยิ่งดี
ข้อดี : ให้มูลค่ากับการเติบโตในอนาคต ยืดหยุ่น และเหมาะกับหุ้นเติบโต
ข้อเสีย : การเติบโตคำนวณได้ยาก มีโอกาสผิดสูง มูลค่าที่ได้มักค่อนข้างสูง ถ้าพลาดอาจขาดทุนมาก
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นเติบโต
ข้อสังเกต : PEG ที่เหมาะสมอาจสูงถึง PEG < 2 แต่คสรอนุรักษ์นิยมที่ต่ำกว่า 1
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : BEAUTY, TKN, CBG

 

4. EV/EBITDA ratio
วิธีคำนวณ : EV/EBITDA = (มูลค่ากิจการตามราคาตลาด + หนี้) / (กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย)
วิธีแปลความ : EV/EBITDA ควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ข้อดี : ลดความผันผวนจากนโยบายบัญชี คำนึงถึงกระแสเงินสดมากกว่ากำไร
ข้อเสีย : ตีความ EV/EBITDA ที่เหมาะสมยาก มีบางแง่มุมที่อธิบายไม่ได้ทางทฤษฎี
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นที่มีค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายสูง เมื่อเทียบกับกำไร
ข้อสังเกต : EV/EBITDA ที่เหมาะสม ต่างไปตามโครงสร้างเงินทุน
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : MINT, CENTEL, BDMS

 

5. Dividend Discount Model
วิธีคำนวณ : มูลค่าหุ้น = ผลรวมเงินปันผล คิดตามมูลค่าเงินตามเวลา
วิธีแปลความ : ผลคำนวณ คือราคาหุ้นที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับหุ้นอื่น
ข้อดี : ไม่อิงกับมูลค่าบริษัทอื่น อนุรักษ์นิยมสูงมาก
ข้อเสีย : ค่าจะต่ำมากในหุ้นที่ปันผลน้อย คำนวณไม่ไดในหุ้นที่ไม่มีปันผล
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นอิ่มตัวที่ปันผลสูง
ข้อสังเกต : DDM เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นปันผล มากกว่าส่วนต่างราคาหุ้น
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : EGCO, TTW, BTS

 

6. Discounted Cash Flow
วิธีคำนวณ : มูลค่าหุ้น = ผลรวมกระแสเงินสด คิดตามมูลค่าเงินตามเวลา
วิธีแปลความ : ผลคำนวณ คือราคาหุ้นที่เหมาะ ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับหุ้นอื่น
ข้อดี : ไม่อิงกับมูลค่าบริษัทอื่น ใช้ได้กับกิจการทุกประเภท
ข้อเสีย : ขึ้นอยู่กับสมมติฐานจำนวนมาก ค่าผันผวนมาก ใช้ทฤษฎีที่ยากและซับซ้อน
บริษัทที่เหมาะสม : หุ้นทุกประเภทที่ปริมาณกระแสเงินสดได้
ข้อสังเกต : DCF จะมีความน่าเชื่อถือน้อยมาก หากสมมติฐานไม่เหมาะสม
ตัวอย่างหุ้นที่เหมาะสม : CPALL, HMPRO, ROBINS

 

หวังว่าวิธีประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 6 วิธีนี้ จะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนที่กำลังสนใจอยู่ทุกท่าน

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน