การลงทุน

การประเมินมูลค่ากำไรพิเศษ

การประเมินมูลค่ากำไรพิเศษ

กำไรพิเศษ หรือ ขาดทุนพิเศษ (extraordinary item) คือรายการทางบัญชีที่เกิดจากเหตุการณ์พิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปรกติของกิจการ ส่งผลให้รอบบัญชีนั้นเกิดการกำไรหรือขาดทุนมากหรือน้อยไปกว่าปรกติ ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการประเมินมูลค่าหุ้นได้ การประเมินมูลค่ากำไรพิเศษ จึงเป็นเรื่องปลีกย่อยหนึ่งของการลงทุนที่สำคัญ

 

กำไร/ขาดทุนพิเศษ คือ รายการที่คาดเดาไม่ได้ล่วงหน้า

 

ยกตัวอย่างเช่น ความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ การขาดทุนจากวิกฤตค่าเงินแบบรุนแรง (อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง) เป็นต้น

 

คำถามคือ กำไร/ขาดทุนพิเศษ ประเมินมูลค่าได้อย่างไร

 

ก่อนอื่นควรแบ่งกำไร/ขาดทุนพิเศษออกเป็นกำไร/ขาดทุนที่มีรายการเงินสดจริงกับไม่ใช่รายการเงินสดจริง

 

1 กำไร/ขาดทุนพิเศษที่มีรายการเงินสดจริง

 

คือ รายการที่มีการจ่ายหรือได้เงินสดเข้ามาจริง เช่น ไฟไหม้ก็ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมอาคารไปจริง ขาดทุนค่าเงินแบบคาดการณ์ไม่ได้ก็ต้องจ่ายส่วนต่างออกไปจริง

 

กรณีแบบนี้ควรประเมินว่า กำไร/ขาดทุนพิเศษส่งผลต่อการดำเนินการตามปรกติของธุรกิจหรือเปล่า (รายได้และค่าใช้จ่ายประจำ) หากส่งผลต่อธุรกิจหลัก ควรประเมินเป็น recurring item เลย หรือคิดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องตีเป็นรายการพิเศษ คิดเหมือนรายการปรกติไปเลย ยกเว้นมั่นใจได้ว่ารายการส่วนนี้จะกลับมาเป็นปรกติภายในกี่ปี เราก็อาจจะประเมินมูลค่าแบบพิเศษแค่กรอบเวลาที่จำกัดได้

 

แต่ถ้ากำไร/ขาดทุนพิเศษไม่ส่งผลต่อการดำเนินการตามปรกติของธุรกิจ ควรประเมินเป็น non-recurring item หรือรายการที่ใช่เกิดจากการทำธุรกิจหลักอย่างสม่ำเสมอของธุรกิจ อาจประเมินมูลค่าให้เท่ากับมูลค่าตลาด (คือให้มูลค่าเท่ากับรายการเงินสดที่เกิดขึ้นก้อนนั้น)

 

เช่น บริษัทเกิดกำไรพิเศษขึ้น 100 ล้านบาท ก็คิดเทียบเท่ากับเงินสด 100 ล้านบาท ตีมูลค่าให้ PE เท่ากับ 1 ดังนั้น จะต้องบวกมูลค่าเพิ่มให้กับมูลค่ากิจการรวม 100 ล้านบาท หลังจากคำนวณรายการปรกติจากธุรกิจเสร็จแล้ว

 

2 กำไร/ขาดทุนพิเศษที่ไม่มีรายการเงินสดจริง

 

คือ รายการที่ไม่มีการจ่ายหรือได้เงินสดเข้ามาจริง เช่น รายการจากการปรับวิธีการทางบัญชีครั้งใหญ่ (แต่ไม่ใช่การตีมูลค่าทรัพย์สินใหม่ตามวิธีการทางบัญชีที่เกิดขึ้นเป็นประจำ)

 

กรณีแบบนี้ควรประเมินว่า กำไร/ขาดทุนพิเศษ ไม่มีผลต่อมูลค่าเลย เพราะรายการที่เกิดขึ้นไม่ได้มีนัยสำคัญจริงกับกิจการ เพียงแต่เป็นวิธีการตีความหมายของบัญชีเท่านั้น ดังนั้น ควรตัดรายการที่เกิดขึ้นไปเลย เพราะไม่มีมูลค่ากับสินทรัพย์ของกิจการจริง

 

ประเด็นสำคัญคือ ควรประเมินมูลค่าให้ออกว่า หลังจากหักรายการพิเศษทั้งหมดออกแล้ว มูลค่ากิจการจริงๆ จะเป็นเท่าไหร่ เพื่อที่จะหาโอกาสลงทุนในจังหวะที่ไม่ได้ประเมินมูลค่ากิจการจริงๆ ได้

 

เช่น บริษัทมีกำไรรวมรอบบัญชี 100 ล้านบาท มีขาดทุนพิเศษจากการปรับวิธีการทางบัญชี 20 ล้านบาท (ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ) แบบนี้ควรบวกกลับกำไรปรกติของกิจการกลับไปเป็น 120 ล้านบาท ก่อนจะคิดมูลค่าด้วยการคูณด้วยตัว PE เป็นต้น

 

สรุปหลักการคือตีความให้ออกว่าเหตุการณ์ที่เกิดส่งผลต่อการดำเนินของธุรกิจตามปรกติไหม ผลที่เกิดอยู่นานแค่ไหน และรายการที่เกิดขึ้นส่งผลต่อสินทรัพย์จริงหรือเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชี

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน