ทัศนคติ

The wallet test บทเรียนความซื่อสัตย์จากกระเป๋าสตางค์ตก

The wallet test บทเรียนความซื่อสัตย์จากกระเป๋าสตางค์ตก

The wallet test บทเรียนความซื่อสัตย์จากกระเป๋าสตางค์ตก

 

ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมข้อสำคัญที่เราได้รับการปลูกฝังให้รักษาไว้มาเนิ่นนาน แต่ในสถานการณ์จริงนั้น คนเราจะเลือกรักษาความซื่อสัตย์ได้ตลอดไปจริงหรือไม่ เพื่อที่จะตอบคำถามข้อนี้ ขอให้ผู้อ่านลองจินตนาการถึงสถานการณ์หนึ่ง ที่ตัวเองนั่งทำงานอยู่ที่เคาน์เตอร์แผนกต้อนรับที่โรงแรมเพียงลำพัง จนกระทั่งจู่ ๆ ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็วิ่งมาพร้อมกับกระเป๋าสตางค์ใสที่เห็นทั้งเงิน นามบัตร รายการซื้อของอยู่ในนั้นชัดเจน ชายคนนั้นฝากให้คุณคืนตามหาเจ้าของและคืนกระเป๋าสตางค์นั้นด้วยแล้วก็วิ่งหายไป

 

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์นี้อีกนอกจากตัวคุณเอง คุณจะทำอย่างไรกับกระเป๋าสตางค์ใบนี้ คำตอบของคำถามอาจแบ่งเป็น คืน และไม่คืน แต่หากตัวแปรสำคัญคือเงินในกระเป๋า ระหว่างเงินจำนวนน้อย กับเงินจำนวนมาก คำตอบของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า [1]

 

ในปีค.ศ.2019 คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่ผลการวิจัยที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ จากการเดินทางไปยัง 355 เมืองใน 40 ประเทศ เพื่อลองทำกระเป๋าสตางค์ 17,303 ใบร่วงหล่น และรอดูปฏิกิริยาของคนที่พบเจอว่าจะตัดสินใจคืนไปยังเจ้าของหรือไม่ เริ่มแรก ผู้วิจัยออกแบบให้กระเป๋าสตางค์มีลักษณะใส มองเห็นของข้างในได้ชัดเจน ในกระเป๋าสตางค์ประกอบด้วยนามบัตร กุญแจ รายการซื้อของ และเงินของท้องถิ่นนั้นที่มีมูลค่า 13.45 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในอีกเงื่อนไขหนึ่ง ในกระเป๋าสตางค์จะมีสิ่งของดังที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ไม่มีเงินอยู่ในนั้น [2]

 

หากลองทายดูเล่น ๆ ว่า ระหว่างกระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน กับกระเป๋าสตางค์ที่ไม่มีเงิน กระเป๋าแบบไหนที่ผู้คนจะตัดสินใจนำไปคืนได้มากกว่า คุณคิดว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน ?

 

หากอ้างอิงตามแนวคิดของ classic economic model ความซื่อสัตย์ของคนแปรผันตามมูลค่าของแรงจูงใจ หากต้องเลือกระหว่างการรักษาภาพลักษณ์ของตนเองที่เป็นคนดี กับความต้องการได้สิ่งที่มีมูลค่า ยิ่งมูลค่าของสิ่งนั้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจูงใจให้คนกล้าทำลายภาพลักษณ์ตัวเองมากขึ้น ดังนั้น ในการทดลองนี้ ยิ่งมูลค่าของเงินในกระเป๋าสตางค์เพิ่มขึ้น ผู้คนก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะยอมไม่รักษาความซื่อสัตย์ไว้ และไม่คืนกระเป๋าสตางค์มากขึ้น แต่ผลการทดลองกลับไม่เป็นเช่นนั้น [2]

 

จากผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด กระเป๋าสตางค์ที่ไม่มีเงินได้รับการส่งคืนร้อยละ 40 ในขณะที่กระเป๋าสตางค์ที่มีเงินอยู่ได้รับการส่งคือร้อยละ 51 กลับกลายเป็นว่ากระเป๋าสตางค์ที่มีมูลค่ามากกว่าได้รับการนำมาคืนมากกว่า ผู้วิจัยได้ลองเพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์จาก 13.45 ดอลลาร์สหรัฐเป็น 94.15 ดอลลาร์สหรัฐ และเก็บข้อมูลเฉพาะในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และโปแลนด์ ผลการวิจัยเฉพาะในสามประเทศนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยกระเป๋าสตางค์ที่ไม่มีเงินได้รับการส่งคืนร้อยละ 46 กระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน 13.45 ดอลลาร์สหรัฐได้คืนร้อยละ 61 และกระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน 94.15 ดอลลาร์สหรัฐได้คืนถึงร้อยละ 72  [2]

 

ผลการการทดลองนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เงินไม่ได้ซื้อความซื่อสัตย์ได้เสมอไป ยิ่งจำนวนเงินเพิ่มขึ้น ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกว่าการนำเอาเงินของผู้อื่นมาเป็นของตนเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากขึ้น ความผิดนั้นทำลายภาพลักษณ์ของตนเองมากจนเกินระดับที่จะรับได้ไหว [1] “เราเข้าใจผิดไปเอง ว่าเพื่อนมนุษย์จะเลือกเป็นคนเห็นแก่ตัว” Alain Cohn หนึ่งในคณะผู้วิจัยได้กล่าวไว้ “ในความเป็นจริงแล้ว ภาพลักษณ์การเป็นคนซื่อสัตย์นั้นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ในระยะสั้น” [3]

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง

[1] Ted-Ed. (August 30, 2022). Would you pass the wallet test?. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=7Z8TyGKOLys&ab_channel=TED-Ed
[2] Cohn, A., Maréchal, M. A., Tannenbaum, D., & Zünd, C. L. (2019). Civic honesty around the globe. Science365(6448), 70-73.
[3] Devlin, H. (June 20, 2019). Honesty is majority policy in lost wallet experiment. Retrieved from https://www.theguardian.com/science/2019/jun/20/honesty-is-majority-policy-in-lost-wallet-experiment

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน