การลงทุน

สรุปผลประกอบการ Best & Co. ไตรมาส 1 – 2 / 2559

เติบโตดีจนน่าหวาดระแวง

 

ในไตรมาส 1 – 2 หรือครึ่งปีแรกของปี 2559 นั้น Best & Co. เรียกได้ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10% ต่อปี โดยหน่วยลงทุน Best & Co. มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 10.0000 บาท เป็น 11.6562 บาท หรือเติบโตขึ้นกว่า 16.56% ในขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทน 12.19% หลังจากที่ปี 2558 เราทำผลตอบแทนได้ไม่ดี หรือได้ผลตอบแทนที่ 0.12% ในขณะที่ผลตอบแทนตลาดอยู่ที่ติดลบ 14.06% ซึ่งถึงแม้ว่าจะดีกว่าตลาด แต่ก็ไม่ถึงเป้าหมายที่คาดไว้อยู่ดี

ส่วนสำคัญที่สุดคือ หุ้นที่มีสัดส่วนเป็นอันดับหนึ่งของพอร์ตเติบโตดีมาก โดยมีราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 120% ของราคาครั้งแรกที่เข้าลงทุน ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะเราตัดสินใจเข้าลงทุนในหุ้นนั้นขณะที่หลายคนมองว่าบริษัทหมดศักยภาพในการเติบโตแล้ว แต่บริษัทก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเติบโตได้ดีเกินกว่าเป้าหมายที่เราคาดการณ์ไว้มาก

เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ ในช่วงกลางไตรมาสที่ 2 เราตัดสินใจขายหุ้นที่เคยถือมากอยู่เป็นอันดับหนึ่งของพอร์ตทิ้งไปจนหมด เนื่องจากไม่มั่นใจในความโปร่งใสของผู้บริหาร ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เราสูญเสียผลกำไรไปมากกว่า 5% ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่ามหาศาล แต่เรามองว่าการหวังแต่ผลกำไรระยะสั้นโดยฝากความหวังไว้กับผู้บริหารที่ไม่น่าไว้ใจนั้นจะทำร้าย Best & Co. มากกว่าในระยะยาว

โดยการที่เราตัดสินใจเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนมาอยู่ที่หุ้นตัวแรกดังที่กล่าวไปก็ให้ผลตอบแทนที่งดงามเช่นกัน

หุ้นตัวที่ 3 4 5 ของพอร์ตเองก็ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม ปีนี้หุ้นในพอร์ตของเราทำ histerical high มากกว่า 5 ตัวจากหุ้นที่เราถืออยู่ประมาณ 15 ตัว แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของพอร์ตเราก็ไม่ได้หวือหวามากนัก เนื่องจากเรายังคงมีหุ้นพื้นฐานดีที่ผันผวนน้อยอยู่ในพอร์ต ซึ่งถึงแม้ว่าราคาจะไม่กระโดดอย่างหวือหวามาก แต่เราก็มองว่าการเติบโตของบริษัทในระยะยาว สำคัญกว่าการเติบโตของราคาในระยะสั้น

เรายอมรับว่าในช่วงปี 2558 – 2559 นั้น มีกิจการจำนวนมากมายที่เรียกได้ว่า super growth stock คือบริษัทมีผลกำไรเติบโตในอัตราสูงมาก และน่าเสียดายที่ Best & Co. พลาดในการลงทุนไปหลายกิจการด้วยเช่นกัน

ส่วนสำคัญที่สุดคือเราให้ความสำคัญกับ business model ของกิจการมาก หลายกิจการที่มีการเติบโตได้ดีได้รับอานิสงค์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ จนทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงผิดปรกติ ซึ่งเมื่อเราไม่สามารถประเมินศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทได้อย่างแม่นยำ แล้ว เราก็ยินดีที่จะไม่ลงทุนในกิจการเหล่านั้น ไม่ว่ามันจะดีเท่าไหร่ก็ตาม

มุมมองครึ่งปีหลังของปี 2559

Best & Co. ยังคงยืนยันในการใช้นโยบายการลงทุนเช่นเดิมกับที่เคยลงทุนมาเนื่องจากพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่าแนวทางดังกล่าวน่าจะสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังที่ปีละ 10%

เรามีมุมมองในการระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากความผันผวนของ fund flow ที่ค่อนข้างรุนแรงทำให้หุ้นพื้นฐานดีจำนวนมากมีราคาแพงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น โดยเรามองว่ากลยุทธ์ของเรายังเป็น selective buy อย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยน่าจะเพิ่มพอร์ตการลงทุนเพียง 1 หรือ 2 ตัวในครึ่งปีหลังเท่านั้น หรืออาจจะรอช่วงที่ตลาดตกใจกับข่าวภายนอก ซึ่งจะเป็นเวลาที่เหมาะกับการเก็บหุ้นพื้นฐานดี

อนึ่ง Best & Co. ลงทุนตาม mega trends ของประเทศ ภูมิภาค และโลกเป็นหลัก ซึ่งเรามองว่า mega trends ที่เราลงทุนอยู่ตอนนี้ค่อนข้างซึมซับความคาดหวังของตลาดไปมากแล้ว ในเชิง valuation จึงอาจจะไม่ใช่จังหวะในการเข้าซื้อเท่าไหร่ เราจึงเริ่มมองหา mega trend ใหม่ซึ่งน่าจะเป็นกระแสนิยมต่อไปในอนาคต

ในเชิงธุรกิจ first mover ที่ไปถึงอุตสาหกรรมก่อนย่อมได้เปรียบในการสร้างกิจการอย่างไร ในเชิงการลงทุน first mover ที่ไปถึงกระแสนิยมย่อมได้เปรียบในการลงทุนสร้างพอร์ตฟอลิโออย่างนั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว Best & Co. จึงตัดสินใจลงทุนในหุ้นอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งอาจจะเป็น mega trend ต่อไปของประเทศไทย โดยเราให้สัดส่วนการลงทุนสูงเป็นอันดับสองของพอร์ต เนื่องจากงบการเงินที่น่าสนใจ ศักยภาพการเติบโตที่สูง และผู้บริหารที่มีทัศนคติมุ่งหาการเติบโตอย่างชัดเจน

เราหวังว่าหุ้นดังกล่าวจะกลับขึ้นมาเป็น key driver ของผลตอบแทนของพอร์ตของเราในช่วงครึ่งปีหลัง ทดแทนกับหุ้นอันดับหนึ่งของพอร์ตเราที่เหลือ upside ค่อนข้างน้อยแล้วในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน Best & Co. จะสร้างผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมายของปีแล้ว แต่เราก็ยังหวังว่าครึ่งปีหลังของ 2559 จะเป็นช่วงเวลาที่ดีของเรา

Best & Co.

 

1612

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน