การลงทุน

แม่หญิงการะเกดมีผลต่อกำไร BEC มากแค่ไหน

.

ออเจ้าก็ดูละครบุพเพสันนิวาสใช่ไหมเจ้าคะ?

 

อะแฮ่ม ขอกลับมาเป็นไทยปัจจุบันนะ กลัวจะอ่านไม่รู้เรื่องกันเสียก่อน (ฮา) หลายคนคงรู้กันดีว่าละครเรื่องใหม่ชื่อ “บุพเพสันนิวาส” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 และช่อง 3HD อยู่ตอนนี้ดังเปรี้ยงปร้างเป็นพลุแตก ด้วยการฉีกความน่าเบื่อของละครย้อนยุคแบบเดิมๆ ไปสู่กลิ่นอายความร่วมสมัยที่มากขึ้น แถมยังสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ไว้อย่างละเอียดลออ เหมือนทั้งเรื่องเต็มไปด้วยไข่อีสเตอร์สไตล์หนังมาร์เวลก็ไม่ปาน ล่าสุด แม่หญิงการะเกดก็แรงทะลุปรอทจนได้เรตติ้งทั้งประเทศไปด้วยเลขสูงกว่า 7 ซึ่งถือว่าสูงมากระดับ the mask singer รอบท้ายๆ เลย แถมละครก็ยังมาเพียงไม่กี่ตอนอีกด้วย ในขณะที่เรตติ้งในกรุงเทพซัดไปที่ระดับ 10+ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับละครตอนนี้

 

เรตติ้งละครบุพเพสันนิวาส

ตอนที่ 3 เรตติ้งทั้งประเทศ 7.3 เรตติ้งกรุงเทพ 11.6

ตอนที่ 4 เรตติ้งทั้งประเทศ 8.2 เรตติ้งกรุงเทพ 13.0

 

อย่ากระนั้นเลย เรามาลองคิดกันเล่นๆ ดีกว่าว่า BEC จะได้รับประโยชน์มากแค่ไหนจากกระแสออเจ้าฟีเวอร์ในครั้งนี้ และแน่นอนว่าทุกอย่างหลังจากนี้คือสมมติฐานล้วนๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงหรือตัดสินใจใดๆ ใช้เป็นเพียงตัวอย่างในการคิดคำนวณเล่นๆ เพียงเบื้องต้นเฉยๆ

 

ข้อมูลเบื้องต้นของละครบุพเพสันนิวาส

ออกอากาศวันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 20.20 – 22.50 น.

ออกอากาศทางทีวีอะนะล็อคช่อง 3 และทีวีดิจิตัลช่อง 3HD

จำนวนตอนไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่โดยทั่วไปช่อง 3 จะทำละครประมาณ 11 – 17 ตอน จึงตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ที่ 14 ตอน

 

ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่จะโฆษณาได้ไม่เกิน 12.5 นาทีต่อชั่วโมง และเฉลี่ยตลอดวันไม่เกิน 10 นาทีต่อชั่วโมง

 

สมมติฐานการคิด

 

ละครฉาย 2.5 ชั่วโมง มีทั้งหมด 14 ตอน รวมเวลาฉาย 35 ชั่วโมง

ละครฉายช่วง prime time น่าจะใช้เวลาโฆษณาถึงเพดานคือ 12.5 นาที/ชั่วโมง

รวมเวลาโฆษณาในเรื่องบุพเพสันนิวาส เท่ากับ 12.5 x 35 = 437.5 นาที/ละครทั้งเรื่อง

 

เนื่องจากการวิเคราะห์นี้พิจารณาเฉพาะอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มจาก “ความดัง” ของละครบุพเพสันนิวาส จึงใช้วิธีคิดแบบ incremental analysis โดยพิจารณาว่าค่าโฆษณาเดิมที่ขายได้แล้วนั้นเป็นต้นทุนที่ไม่มีความแตกต่าง (irrelevant cost)

 

ละครในช่วง prime time ปรกติจะขายโฆษณาในหลักแสนบาทต่อนาที ดังนั้นจึงตั้งสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของค่าโฆษณาในหลักหมื่นบาทต่อนาที เพื่อความสอดคล้องกับการเติบโต และสันนิษฐานว่าการขายโฆษณาที่แพงขึ้นไม่เพิ่มต้นทุนผันแปรในการเพิ่มรายได้ เนื่องจากต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากการขายได้ราคาเดิม ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อกำไรโดยตรง

 

ผลการประมาณการณ์

 

หากขึ้นค่าโฆษณาได้ 10,000 บาท/นาที

รายได้ของ BEC เพิ่มขึ้นจากเดิม 4,375,000 บาท

ในกรณีที่ BEC ขายแยกโฆษณาเป็น 2 ช่อง รายได้จะเพิ่มขึ้น 8,750,000 บาทต่อค่าโฆษณาที่ขึ้นได้ 10,000 บาทต่อนาที

 

รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อนาทีค่าโฆษณาที่แพงขึ้นของบริษัทอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่อย่าลืมว่ารายได้ส่วนเพิ่มนี้จะส่งผลต่อกำไรสุทธิโดยตรง แถมปีที่แล้ว BEC เองก็มีฐานกำไรในระดับค่อนข้างต่ำ ตัวเลขดังกล่าวจึงถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับบริษัทที่เกิดจากความดังเปรี้ยงปร้างในครั้งนี้

 

นี่ยังไม่คำนวณถึงรายได้ค่าโฆษณาที่อาจจะขายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตในกรณีที่เรตติ้งภาพรวมของช่องปรับตัวดีขึ้น และส่วนแบ่งรายได้ที่อาจจะเกิดจากการออกงานของนักแสดงที่ดังระเบิดมาจากละครเรื่องนี้

 

อย่าลืมว่าบทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงแนวคิดการประมาณการณ์กำไรจากสิ่งใกล้ตัวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาซื้อ ถือ หรือขายหุ้นตัวใดแต่อย่างใด อ่านเป็นความรู้อ่านเป็นกรณีศึกษากันเนอะ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน