การลงทุน

สอนมือใหม่ประเมินมูลค่าหุ้น ตอน PE

PE

PE หรือ มูลค่ากิจการตามราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (price per earning ratio; PER) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงมูลค่าความถูกแพงของกิจการ โดย PE จัดเป็นการประเมินมูลค่าแบบสัมพัทธ์ (relative valuation) หมายถึงตัวเลขที่ได้เป็นตัวเลขเชิงเปรียบเทียบ อัตราส่วนนี้สามารถใช้เปรียบเทียบคร่าวๆ กับหุ้นตัวอื่นว่าหุ้นตัวใดถูกกว่ากัน

 

สูตรการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยมูลค่ากิจการตามราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ

 

PE = Market Capitalization/Net Profit = Price Per Share/Earning Per Share

 

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น PUNN มีหุ้นจดทะเบียนที่ชำระแล้วจำนวนทั้งหมด 200,000,000 หุ้น ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 8 บาท กำไรสุทธิของกิจการอยู่ที่ 40,000,000 บาท

 

คำนวณประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีพีอี

 

คำนวณ Market Capitalization = หุ้นจดทะเบียนที่ชำระแล้ว x ราคาหุ้น = 200,000,000 x 8 = 1,600,000,000 บาท

 

คำนวณ EPS (Earning Per Share) = กำไรสุทธิ/หุ้นจดทะเบียนที่ชำระแล้ว = 40,000,000/200,000,000 = 0.2 บาทต่อหุ้น

 

PE = 1,600,000,000/40,000,000 = 8/0.2 = 40 เท่า

 

ตัวเลขของ PE ที่ได้มาจะนำมาใช้เชิงเปรียบเทียบ เช่น พีอี 40 เท่า แพงกว่าพีอี 20 เท่า แต่ถูกกว่าพีอี 80 เท่า แต่ตัวเลขพีอีที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

 

1 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

 

การเปรียบเทียบพีอีกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเหมาะกับหุ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอุตสาหกรรมมาก และมีความสามารถในการแข่งขันไม่แตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร หุ้นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม เป็นต้น

 

2 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

 

การเปรียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตเหมาะกับหุ้นที่มีลักษณะที่โดดเด่น มีความสามารถในการแข่งขันอย่างชัดเจน และหาหุ้นเปรียบเทียบได้ยาก สิ่งสำคัญที่จะใช้กับการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตได้ พีอีในอดีตต้องสมเหตุสมผล ลักษณะสำคัญคือพื้นฐานในอดีตแตกต่างจากปัจจุบันไม่มาก และมีข้อมูลในอดีตที่ยาวนานมากพอ เช่น หุ้นค้าปลีกที่อยู่มาในตลาดเกิน 10 ปีและมีความสามารถในการแข่งขัน หุ้นพัฒนาห้างสรรพสินค้าที่อยู่มาในตลาดเกิน 10 ปีและมีความสามารถในการแข่งขัน

 

3 เปรียบเทียบกับค่าพีอีฐาน

 

เบนจามิน เกรแฮมแนะนำการประเมินมูลค่าระดับพื้นฐานไว้ในหนังสือ Security Analysis ว่าถ้ากิจการไม่มีการเติบโตเลยควรจะซื้อขายที่พีอี 8.5 เท่า ดังนั้น หากหุ้นมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโตเลย นักลงทุนอาจจะสันนิษฐานว่าควรซื้อขายที่พีอี 8.5 เท่าได้ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงคือแนวโน้มในอนาคตของธุรกิจจะต้องไม่แย่ลงไปกว่าเดิม กิจการจะต้องประคับประคองตัวไว้ค่อนข้างนิ่งไม่เติบโตไม่หดตัว

 

4 เปรียบเทียบกับการเติบโต

 

ปีเตอร์ ลินซ์แนะนำการประเมินมูลค่าสำหรับหุ้นเติบโตไว้ในหนังสือ One Up On Wallstreet ว่ากิจการที่มีการเติบโตควรประเมินมูลค่าโดยซื้อที่ PE ต่ำกว่าอัตราการเติบโตประมาณ 3 – 5 ปีข้างหน้า เช่น หุ้นมีแนวโน้มการเติบโตใน 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 20% หุ้นตัวนี้ควรซื้อต่ำกว่าพีอี 20 เท่า โดยวิธีการนี้ควรใช้สำหรับหุ้นที่มีการเติบโตดีกว่า 10% เท่านั้นและการเติบโตนั้นต้องสามารถยืนกำไรได้ในระยะยาวได้ด้วย

 

 

การประยุกต์การประเมินมูลค่าด้วยพีอี

 

หากเราจะประเมินมูลค่าหุ้นสักตัวหนึ่ง เราควรทำการชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัย 2 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับอุตสาหกรรม และความสามารถในการเติบโตของกำไรในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้า โดยแบ่งสัดส่วนปัจจัยทั้งสองอย่างไว้ที่อย่างละ 50% เท่ากัน

 

1 ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับอุตสาหกรรม

 

หากกิจการมีความสามารถในการแข่งขันสูง เราควรให้น้ำหนักกับค่าเฉลี่ยพีอีในอดีตมากกว่า ในขณะที่หากกิจการมีความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม เราควรให้น้ำหนักกับค่าเฉลี่ยพีอีของอุตสาหกรรมมากกว่า

 

2 ความสามารถในการเติบโตของกำไรในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้า

 

หากกิจการมีความสามารถในการเติบโตในอนาคตสูง เราควรให้น้ำหนักค่าพีอีเทียบกับการแข่งขันมากกว่า ในขณะที่หากกิจการมีความสามารถในการเติบโตในอนาคตไม่สูง เราควรให้น้ำหนักกับพีอีฐานตามหลักเกรแฮมเป็นหลัก

 

ยกตัวอย่างหุ้น CPALL ในปี 2557

 

ข้อมูลพื้นฐาน กำไรสุทธิ 10,000 ล้านบาท พีอีเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 30 เท่า พีอีเฉลี่ยของอุตสาหกรรมค้าปลีกประมาณ 20 เท่า การประมาณการการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย 5 ปีในอนาคตอยู่ที่ 20%

 

การวิเคราะห์การประเมินมูลค่า CPALL ในปี 2557

 

กิจการ CPALL มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตที่ดีกว่า 10% แบ่งสัดส่วนการกระจายพีอีตามสมมติฐานดังนี้

 

ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม : ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง : พีอีเกรแฮม : พีอีลินซ์ = 10 : 40 : 0 : 50

 

พีอีเฉลี่ยประมาณ = 10%(20) + 40%(30) + 0%(8.5) + 50%(20) = 2 + 12 + 0 + 10 = 24 เท่า

 

มูลค่ากิจการของ CPALL ในปี 2557 = PER x Net Profit = 24 x 10,000 = 240,000 ล้านบาท

 

***ตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นการแสดงตัวอย่างในการคำนวณการประเมินมูลค่าเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ในการแนะนำการซื้อถือขายได้ การคำนวณดังกล่าวใช้เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา และใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วเท่านั้น***

 

วิธีการพีอีเหมาะกับการประเมินมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือค่าพีอีที่ควรนำใช้ควรจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งตัวเลขพีอีนี้ถือว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่นักลงทุนจะต้องศึกษาต่อไปกับประสบการณ์ในตลาดหุ้นเอง

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

 

 

 

รวมบทความชุดสอนมือใหม่ประเมินมูลค่าหุ้น

 

1 Price per Earning ratio

 

2 Price per Booked Value ratio

 

3 Dividend Discount Model 

 

4 Enterprise Value per EBITDA

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน