การลงทุน

หุ้นอเมริกาขนาดเล็ก… ทางเลือกใหม่ในการเติบโต

            นี่คือทศวรรษของหุ้นเติบโต – ลงทุนศาสตร์

 

            ผมในฐานะนักลงทุนแนวหุ้นเติบโต (Growth Investor) พูดอยู่เสมอว่าการลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นสิ่งที่หอมหวานมาก เพราะผลประกอบการที่ดีจะผลักดันให้ราคาหุ้นเติบโตไปตามพื้นฐานบริษัท ยิ่งตลาดตกอยู่ในสภาวะราคาหุ้นแพงจนเป็นปรกติแบบนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่ดีอีกวิธีหนึ่งคือการลงทุนในหุ้นเติบโตซึ่งความสามารถในการเติบโตสูงจนกำไรต่อหุ้นสูงขึ้นและชดเชยราคาที่ดูจะแพงไปได้ในที่สุด

 

            หุ้นเติบโตมักมีขนาดเล็ก

 

            การวิเคราะห์หุ้นเติบโตมักจะมองถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิในระยะ 5 ปีเป็นหลัก โดยบริษัทที่สามารถมีกำไรเติบโตเกิน 15% โดยเฉลี่ยก็จะถูกมองเป็นหุ้นเติบโต แน่นอนว่าบริษัทขนาดเล็กย่อมโตได้ง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เพราะฐานกำไรที่ต่ำทำให้การเพิ่มขึ้นนั้นง่ายกว่ามาก หุ้นที่มีผลกำไร 1,000 ล้านจะโตไปเป็น 1,200 ล้าน ย่อมง่ายกว่าหุ้นที่มีผลกำไรอยู่ 100,000 ล้านและจะโตไปเป็น 120,000 ล้าน ถึงแม้ว่าหุ้นใหญ่หลายตัวจะทำได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนใหญ่หุ้นเติบโตดีมักจะเป็นหุ้นขนาดเล็ก

 

            การลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ

 

            เพราะประเทศแต่ละประเทศมีพื้นฐานและโครงสร้างทางเศรษฐกิจแตกต่างกันไป อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีประชากรเยอะมากและขนาดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ เรียกได้ว่าถ้าพื้นฐานบริษัทดีจริง ช่องว่างในการเติบโตก็มีมากมายมหาศาล ขีดจำกัดของความอิ่มตัวดูจะอยู่ห่างไปอีกไกล

 

 

            ABAGS คือส่วนผสมของความน่าสนใจทั้งสามนั้น (1.หุ้นเติบโต  2.หุ้นเติบโตขนาดเล็ก 3.หุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ)

 

            ABAGS หรือ Aberdeen American Growth – Smaller Companies Fund คือกองทุนน้องใหม่ไฟแรงของ บลจ.อเบอร์ดีน ที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนต่อใน Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนหรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) น้อยกว่า 5,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 175,000 ล้านบาท ณ วันที่ลงทุน

 

            ผลตอบแทนจากการลงทุน

 

bloomberg

 

ผลตอบแทน

ที่มา : หนังสือชี้ชวนกองทุนเปิด อเบอร์ดีน อเมริกัน โกรท – สมอลเลอร์ คอมพานี ฟันด์ (ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2559)

หมายเหตุ : ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 

 

            ผลตอบแทนย้อนหลังของ Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund ซึ่งเป็น Master Fund ของกองทุน ABAGS นั้นแสดงความแข็งแกร่งของกองทุนเป็นอย่างดี สังเกตได้จากการที่กองทุนรวมสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ในตลอดช่วงเวลายากลำบากที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าช่วงที่ดัชนีเปรียบเทียบอย่าง Russell 2000 และ Russell 2000 TR ให้ผลตอบแทนเป็นลบ แต่กองทุนก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ได้ ยิ่งเมื่อมองภาพผลตอบแทนในรูปแบบเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของดัชนี Russell 2000 ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนก็สามารถเอาชนะดัชนีอย่างชัดเจน

 

            หากเปรียบเทียบกับผลดำเนินงานกับกองทุนรวมด้วยกัน Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund ซึ่งจัดอยู่ในกองทุนรวมกลุ่ม US Small Cap Equity พบว่ากองทุนรวมชนะค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนของกองทุนรวมอย่างชัดเจนเช่นกัน โดยถ้าเปรียบเทียบตั้งแต่จัดตั้งกองทุน กองทุนรวมซึ่งเป็น master fund ของ ABAGS ให้ผลตอบแทนถึง 68.69% ในขณะที่ US Small Cap Equity ที่ให้ผลตอบแทนเพียง 32.10% เท่านั้น เรียกได้ว่าให้ผลตอบแทนมากกว่าถึง 2 เท่าเลยทีเดียว (ที่มา Morningstar ณ วันที่ 01/07/2016) นับได้ว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าประทับใจมากในแง่การบริหารกองทุนรวม

 

            อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับผลตอบแทนย้อนหลังไม่มากนัก ผมชอบดูเหตุหรือวิธีการลงทุนมากกว่าผลซึ่งก็คือผลตอบแทนจากการลงทุน ถึงแม้ว่ากองทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ผมก็อยากให้นักลงทุนมองและพิจารณาไปที่วิธีการลงทุนของกองทุน ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบและให้ความสำคัญมากกว่า

 

 

            พอร์ตการลงทุน

 

            พอร์ตของกองทุนรวมกระจายลงทุนในหุ้นเล็กที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดี โดยแบ่งเงินลงทุนอยู่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการลงทุนมากจะเป็น Financials, Industrials, Consumer Discretionary, Information Technology และ Health Care โดยหุ้น 5 ตัวที่กองทุนถืออยู่มากที่สุดมีรายชื่อดังนี้

 

ถือครอง

ที่มา : finviz.com, littelfuse.com, parexel.com, multicolorcorp.com, emergentbiosolutions.com, fei.com

 

            โดยกองทุนรวมกระจายการลงทุนอยู่เพียงหุ้นละไม่ถึง 3.5% เท่านั้น และถือหุ้นรวมอยู่ทั้งหมด 50 ตัว ซึ่งผมมองว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีสำหรับการลงทุนในหุ้นเล็กที่มีความผันผวนสูง แต่ถ้าใครชอบการลงทุนแบบเน้นหุ้นน้อยตัวเพื่อผลตอบแทนที่หวือหวา กองทุนนี้อาจจะยังไม่ตรงกับโจทย์เท่าไหร่นัก

 

            ผมมองการเลือกหุ้น 5 ตัวแรกของกองทุนแล้วก็รู้สึกสนใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมมีความสนใจหุ้นที่อิงไปกับ mega trend ซึ่งหุ้น 5 ตัวแรกของกองทุนก็เป็นหุ้นสไตล์ดังกล่าว นอกจากนั้น ผลประกอบการที่ผ่านมาของบริษัทก็ยังน่าประทับใจอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ

 

            Littelfuse หรือ LFUS เป็นบริษัทผลิต ออกแบบ และจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันการใช้กระแสไฟเกินพิกัด (circuit protection) ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมในกลุ่ม sensors ที่ผมมองว่าจะเป็น mega trend ต่อไปของโลกใบนี้ LFUS จำหน่ายอุปกรณ์ circuit protection ทั้งในภาคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำพวกสินค้าอุปโภค ภาคยานยนต์ และภาคโรงงานอุตสาหกรรม มีลูกค้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ มากมายอย่าง Samsung, BMW, Huawei เป็นต้น ซึ่งบริษัทเองก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจด้านนี้อยู่ตลอดเวลาโดยเน้นกิจกรรมที่อัตรากำไรสูง แต่ยังอยู่ในขอบเขตความถนัดอันได้แก่ ธุรกิจ sensors นั่นเอง (ที่มา littelfuse.com)

 

PRXL หรือ Parexel International Corp ซึ่งเป็นบริษัทรับทำงานวิจัยและพัฒนายาก็ถือว่ามีโครงสร้างธุรกิจที่น่าประทับใจ โดยตัวบริษัทเองก็มีความเสี่ยงต่ำจากการที่ยาไม่ผ่านการรับรองจาก FDA เพราะบริษัทไม่ได้ถือสิทธิบัตรโดยตรง แต่เป็นเพียงผู้รับทำวิจัยให้เท่านั้น นอกจากนี้บริษัทยังให้บริการด้านการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแพทย์และเภสัชกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น การขอรับใบอนุญาตด้านมาตรฐานการผลิตต่างๆ เรียกได้ว่ามีธุรกิจที่กระจายอยู่ทั่วทั้งระบบด้านการวิจัยพัฒนา ผลิต และกระจายเภสัชภัณฑ์ ซึ่งกระแสด้านธุรกิจสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่ง mega trend ด้วยเช่นกัน (ที่มา parexel.com)

 

            FEIC หรือ FEI Co เป็นบริษัทผลิตและบริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งบริษัทก็ไม่ได้จำกัดเทคโนโลยีอยู่เฉพาะกลุ่มจุลชีววิทยา แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานทางด้านวิศวกรรมอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจสอบวงจรไฟฟ้า การวิเคราะห์แร่และโลหะ การวิเคราะห์ผิววัตถุในกระบวนการผลิต เรียกได้ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์วัตถุที่เล็กกว่าตามองเห็นก็เกี่ยวข้องกับบริษัทเกือบทั้งนั้น นอกจากนี้ ตลาดของบริษัทยังค่อนข้างกว้างกระจายอยู่หลายทวีป ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงในแง่รายได้ที่ดี (ที่มา fei.com)

 

cagr

 

            โดยภาพรวมหุ้นที่กองทุนถือมีความน่าสนใจในตัวธุรกิจค่อนข้างมาก ธุรกิจส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ mega trend ของโลกยุคใหม่ ประวัติการเติบโตของรายได้ในอดีตค่อนข้างดี ประวัติการเติบโตของกำไรสุทธิทบต้นย้อนหลังค่อนข้างดีหรือมีแนวโน้มที่กำไรจะเติบโตได้ดีในอนาคต และหากวัดมูลค่าง่ายๆ จากอัตราส่วนทางการเงินอย่างพีอี (P/E ratio) ก็ถือว่าไม่ได้แพงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงหุ้น 3 จาก 50 ตัวเท่านั้น แต่หุ้นที่มีสัดส่วนมากที่สุดของพอร์ตย่อมบอกถึงจริตในการลงทุนได้ชัดเจนประมาณหนึ่งเลยทีเดียว

 

            ยอมรับว่ามองพอร์ตการลงทุนนี้แล้วนึกถึงการลงทุนของ Peter Lynn ที่นิยมลงทุนในหุ้นเติบโต สินค้าและบริการจับต้องได้ ราคาสมเหตุสมผลกับกำไรในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในหุ้นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า Peter Lynn ก็สร้างผลตอบแทนได้ในระดับตำนานคนหนึ่งของโลก จนกลายมาเป็นแบบอย่างในการลงทุนของนักลงทุนหลายต่อหลายคนในเวลาต่อมา

 

 

            ความเสี่ยง

 

            ความเสี่ยงสำคัญของ ABAGS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น ความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

            ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น – หุ้นถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวราคามักจะโตไปตามผลประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศ ผมแนะนำว่าวิธีการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นคือการถือยาว เพราะในระยะยาว ตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้น ระยะเวลาอย่างน้อยที่ผมแนะนำคือประมาณ 5 ปี

 

            ความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ – การลงทุนในต่างประเทศมีความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลมากกว่าการลงทุนในประเทศตัวเองเป็นเรื่องปรกติ ผมแนะนำเสมอว่าหากไม่มีเวลาที่เพียงพอในการศึกษาหุ้นรายตัว การลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกที่ดีมาก และนักลงทุนควรลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) หรือแบ่งทยอยลงทุนเท่ากันทุกช่วงเวลา (อาจลงทุนทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน) เพื่อที่นักลงทุนจะได้ไม่ต้องพยายามจับจังหวะการลงทุนในแต่ละช่วงด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำได้ยาก ถ้าเข้าถึงข้อมูลไม่เพียงพอ

 

            การบริหารสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ในประเทศและสินทรัพย์ต่างประเทศถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง โดยนักลงทุนสามารถจัดสัดส่วนได้ตามความรู้และความเข้าใจของตนเอง สำหรับตัวผมเอง ผมแนะนำให้เริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศอยู่ในช่วง 5 – 30% ของสินทรัพย์รวม เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจถึงความผันผวนและความเสี่ยงของการลงทุนต่างประเทศเสียก่อน จนเมื่อทำความเข้าใจและรับความเสี่ยงได้ดีแล้ว นักลงทุนก็สามารถปรับสัดส่วนขึ้นหรือลงได้ตามความต้องการของตน

 

            ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน – สิ่งที่สำคัญมากในการลงทุนในต่างประเทศคือการจัดการกับอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อผลตอบแทนโดยตรง วิธีที่ดีที่สุดคือกองทุนรวมควรมีการใช้เครื่องมือพวกอนุพันธ์ในการจำกัดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ผลตอบแทนเป็นไปตามการลงทุนที่แท้จริง

 

            แต่ในกรณี ABAGS กองทุนจะประกาศนโยบายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งก่อนมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนักลงทุนควรติดตามจากบลจ.อย่างใกล้ชิดถึงนโยบายในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการถือยาวก็ช่วยลดความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ เพราะยิ่งถือลงทุนนานมากเท่าไหร่ อิทธิพลจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลตอบแทนการลงทุนก็ลดลงเท่านั้น (หมายเหตุ : การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนแรกเริ่ม)

 

 

            สรุปความคิดเห็นของลงทุนศาสตร์

 

            ผมมองว่า ABAGS เหมาะกับนักลงทุนที่ชอบหุ้นเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนที่เห็นศักยภาพของการเติบโตของหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่มีเวลาในการติดตามและศึกษาหุ้นรายตัวด้วยตนเอง กลยุทธ์การกระจายการลงทุนในหุ้นเล็กที่มีการเติบโตดี พื้นฐานกิจการน่าสนใจ ราคาไม่แพงจนเกินไป และกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเป็นวิธีการที่สร้างความสำเร็จมากมายให้กับนักลงทุนหุ้นเติบโต

 

            อย่างไรก็ตามในกรณีที่นักลงทุนสนใจจะลงทุนกับกองทุนรวม ABAGS นักลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนและทำความเข้าใจกับรายละเอียดของการลงทุนอีกครั้งได้ที่ www.aberdeen-asset.co.th/investmentology

 

            การลงทุนในทุกสินทรัพย์โดยทุกวิธีมีความเสี่ยงในตนเองทั้งสิ้น วิธีการจำกัดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการเลือกลงทุนในขอบเขตที่ตนเข้าใจหรือทำความเข้าใจได้ ก่อนลงทุน นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดการลงทุนให้ดี เพราะนั่นจะทำให้นักลงทุนนอนหลับฝันดี ถึงแม้ว่าราคาของสินทรัพย์จะผันผวนเท่าใดก็ตาม

 

            หมายเหตุ : นักลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

            ลงทุนศาสตร์

 

ไปเพจ

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน