การลงทุน

กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Best & Co

money management และ portfolio strategy ถือเป็นศิลปะเฉพาะอย่างหนึ่งด้านการลงทุน เพราะถึงแม้ว่านักลงทุนจะมีรูปแบบการลงทุนที่เหมือนกัน แต่การจัดสรรหน้าตักและวางแผนพอร์ตการลงทุนก็อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลได้ และแน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าวก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการลงทุนเลยทีเดียว

 

เรื่องราวที่จะเล่าในบทความนี้เป็นรูปแบบการจัดพอร์ตของ Best & Co ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้อิงความถูกต้องตามตำราเล่มไหน เพราะแนวทางในการลงทุนต่างๆ นั้นคิดขึ้นมาเอง เสนอให้เป็นทางเลือกที่อาจจะนำไปปรับใช้เท่านั้น แน่นอนว่าการลงทุนเป็นเรื่องปัจเจก นักลงทุนทุกคนควรออกแบบและวางแผนให้เหมาะสมกับตนเองจะดีที่สุด

 

ว่าด้วยเรื่องการจัดพอร์ตแนวทางของ Best & Co

 

ปรัชญาของ Best & Co ข้อแรก คือ เราจัดพอร์ตเพื่อรับมือกับตลาดขาลงเป็นหลัก ตลาดขาขึ้นเป็นเหมือนโชคที่อาจจะเจอหรือไม่เจอ แต่ตลาดขาลงเป็นกิจวัตรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น Best & Co จะพิจารณาหุ้นจาก downside risk มาก่อน upside reward เสมอ ซึ่งการคำนวณ win – loss ratio จะอ้างอิงจาก valuation เป็นหลัก ซึ่งจะกล่าวในส่วนต่อๆ ไป

 

ปรัชญาข้อที่สอง คือ เราจัดพอร์ตเพื่อการเติบโต ดังนั้น หุ้นที่จะเข้าพอร์ตต้องเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง โดยเราให้จุดตัดสินอยู่ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ยทบต้นอยู่ที่มากกว่า 15% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จุดสำคัญในการเลือกหุ้นเติบโต คือ หุ้นเติบโตที่ลงทุนในวันนี้จะต้องเติบโตไปเป็นหุ้นคุณค่าในวันหน้า เนื่องจาก Best & Co มีนโยบายลงทุนในระยะยาว ดังนั้น เมื่อหุ้นมีการเติบโตลดลงมาอยู่ในช่วงที่ปรกติ หรือประมาณ 7 – 15% ต่อปี บริษัทควรมีพื้นฐานที่ดีที่จะเป็นกิจการชั้นยอดให้สามารถถือลงทุนต่อไปได้

 

ปรัชญาข้อที่สาม คือ Best & Co จะไม่ถือเงินสด ตราบเท่าที่เรายังสามารถหาหุ้นดีในราคาเหมาะสมเพื่อการลงทุนได้ เนื่องจากธรรมชาติอย่างหนึ่งของ Best & Co นั้นมีกระแสเงินสดเข้ามาตลอดเวลา (Stakeholder ทำงานประจำซึ่งสร้างกระแสเงินสด ไม่ใช่นักลงทุนเต็มเวลา) ในกรณีที่ตลาดตกต่ำอย่างยาวนาน Best & Co จะมีเวลามากพอในการสะสมเงินสดจากกระแสเงินสดด้านอื่นและเงินปันผลเพื่อนำมาลงทุนต่อ แต่ในกรณีที่ตลาดตกใจเพียงชั่วคราว เราอาจพิจารณาลดสัดส่วนหุ้นบางตัวในพอร์ตเพื่อซื้อหุ้นที่ valuation ในจังหวะนั้นคุ้มค่าแทน

 

พอร์ตการลงทุนของ Best & Co

 

1 High Growth & High Beta 30%

หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง และมีความผันผวนสูง (ค่า beta ประมาณ 1 – 2) ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยให้กับพอร์ตการลงทุน กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือต้องซื้อที่ราคาถูกและทนถือจนบริษัทแสดงการเติบโตออกมา เนื่องจากหุ้นแบบนี้ผันผวนสูง อาจสร้างผลตอบแทนได้มาก และก็อาจทำร้ายพอร์ตได้มากในเวลาเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องถือให้ยาวพอที่มูลค่าจะปรับเพิ่มไปจนเกินทุนที่ถือได้ อย่างหุ้นตัวปัจจุบันที่ Best & Co ถืออยู่เรามองเห็นการเติบโตในระดับมากกว่า 100% แต่ต้องถือยาวอย่างน้อย 5 ปี

 

2 High Growth & Medium Beta 40%

หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง และมีความผันผวนปานกลางไปถึงต่ำ (ค่า beta ประมาณ 0.5 – 1) ซึ่งเสน่ห์ของหุ้น beta ต่ำ คือ มันขึ้นแล้วลงยาก ถ้าหุ้นมีการเติบโตที่ดีจริง หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่แข็งกว่าตลาด คือตอนตลาดขึ้น หุ้นจะขึ้นไปด้วย ตอนประกาศงบ ถ้างบดี หุ้นจะขึ้นตามงบ แต่ถ้าตลาดลง หุ้นแบบนี้จะลงน้อย เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่เหมาะกับการถือในตลาดขาลงและตลาด sideways เป็นอย่างมาก แต่ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นมาก หุ้นแบบนี้อาจจะขึ้นแต่ขึ้นน้อยกว่าตลาดเพราะตัวมันเองผันผวนต่ำ ดังนั้น หุ้นกลุ่มนี้สำคัญที่การเติบโตต้องดีจริง เพราะอย่างน้อย หุ้นก็มีโอกาสขึ้นทุกครั้งที่ประกาศงบ

 

3 High Growth & Low Beta 30%

หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง และมีความผันผวนต่ำ (ค่า beta ต่ำกว่า 0.5) ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะมีความสัมพันธ์กับตลาดต่ำมาก ไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลงแทบไม่มีผลต่อหุ้นเลย ราคาหุ้นวิ่งตามผลประกอบการเป็นหลัก และหุ้นแบบนี้จะแข็งมากเมื่อตลาดเป็นขาลง เรามองว่าในกรณีที่ตลาดลงมาอย่างรุนแรง หุ้นกลุ่มนี้เปรียบเสมือนที่เก็บเงินสดของเราที่เราอาจจะเลือกลดสัดส่วนมาซื้อหุ้นกลุ่ม High beta และ Medium beta ที่ลงมาแรงๆ ได้ และถึงแม้ว่าการถือหุ้นกลุ่มนี้อาจจะทำให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตลดลง เนื่องจากราคาหุ้นไม่ค่อยไปไหน แต่ถ้าผลประกอบการดี หุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มนี้มักถูกซื้อขายด้วย valuation ที่ถูก หากการเติบโตงดงาม คนอาจให้ค่ามันสูงมากขึ้น นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

 

โดยสรุป Best & Co เน้นการลงทุนในกิจการที่เติบโตดีเป็นหลัก โดยจะกระจายสัดส่วนการลงทุนตามสภาพความผันผวนของหลักทรัพย์ โดย Best & Co ไม่เน้นการกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากเรามองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องนำทหารมือสมัครเล่นมาใส่ไว้ในกองทัพ ตราบเท่าที่เรายังมีทหารเก่งๆ ให้เลือกอีกมากมาย เพราะด้วยพื้นฐานอุตสาหกรรมเอง บางธุรกิจย่ำแย่เชิงคุณภาพทั้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าอย่างไรก็ยากจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ เราจะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ดี แต่กระจายความเสี่ยงในแง่ของกลุ่มลูกค้าหรือ market segmentation มากกว่า

 

Best & Co ถือหุ้นเพียง 10 ตัวเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจที่คัดสรรเข้ามาในพอร์ตมีความแข็งแกร่งจนเรามองว่าการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจเดิมจะมีประโยชน์กว่าการเพิ่มการลงทุนในกิจการใหม่ที่ไร้ความสามารถในการแข่งขัน หุ้นที่เป็นกิจการที่แข็งแกร่งส่วนมากนั้นราคาแพง และหุ้นที่มีราคาถูกในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าสนใจพอที่จะถือลงทุนในระยะยาว ตอนนี้ Best & Co พึงพอใจในพอร์ตการลงทุนมาก และมีนโยบายที่จะเพิ่มกิจการใหม่ๆ ในพอร์ตเพียงปีละตัวหรือสองตัวเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์ หุ้นเกรดดีที่มีราคาคุ้มค่าพอจะซื้อหาได้ไม่บ่อยนัก การตั้งเป้าหมายไว้ที่ปีละตัวถึงสองตัวก็น่าจะเพียงพอต่อการเติบโตของผลตอบแทนในระยะยาว

 

บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของ Best & Co เท่านั้น พูดได้ยากว่าเป็นวิธีที่ถูกหรือผิด เพราะไม่มีตำราเล่มใดได้สอนวิธีการจัดพอร์ตไว้แบบนี้ (หรือมีแต่เราไม่ได้อ่าน) นักลงทุนทุกคนควรสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะเหมาะสมกับตนเองที่สุด

 

การสร้างแนวทางจัดสรรพอร์ตฟอลิโอสำคัญมากพอๆ กับการเลือกหุ้น เพราะแนวทางที่เหมาะสมและชัดเจนจะสามารถพานักลงทุนประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

 

ปล. ในกรณีที่ผู้อ่านสงสัยหรือสนใจเรื่อง beta สามารถหาอ่านบทความความรู้เพิ่มเติมได้จาก search engine ต่างๆ เนื่องจาก beta มีรายละเอียดค่อนข้างมากจึงขอละไว้ในบทความนี้เนื่องจากไม่ใช้สาระโดยตรง หากนักลงทุนต้องการหาค่า beta ของหุ้นที่ตนสนใจ สามารถหาได้จากสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ไปเพจ

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน