การลงทุน

ตลาดหุ้นกับสงครามเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วนักลงทุนอย่างเราทำอะไรได้บ้าง

ตลาดหุ้นกับสงครามเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วนักลงทุนอย่างเราทำอะไรได้บ้าง

ตลาดหุ้นกับสงครามเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วนักลงทุนอย่างเราทำอะไรได้บ้าง

 

ทุกครั้งที่เกิดสงคราม หรือ วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จากความไม่แน่นอน ความกังวลของนักลงทุน และความเสี่ยงที่สูงขึ้น ลงทุนศาสตร์ชวนวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและสงคราม ดูว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร และนักลงทุนควรจะมียุทธศาสตร์การลงทุนอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

 

อย่างสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครนเมื่อช่วงต้นปี สหรัฐได้เสนอให้หลายประเทศประกาศคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญรายใหญ่ของโลก ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ปัญหาการขาดแคลนอุปทานรุนแรงมากขึ้น

 

แต่หากย้อนไปในอดีต เหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือสงครามโลกครั้งที่สอง รองลงมาคือวิกฤติน้ำมันปีค.ศ. 1973 ถ้าตัดสองเหตุการณ์นี้ออก จะพบว่าสงครามและวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีต ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นค่อนข้างน้อยในระยะยาว

 

ถึงแม้หลายเหตุการณ์ในอดีตจะชี้ให้เห็นว่า สงครามไม่กระทบกับตลาดหุ้นในระยะยาว แต่สำหรับนักลงทุน ที่ต้องหมุนใช้เงินในสถานการณ์โลกแบบนี้ เราทำอะไรได้บ้าง

 

สิ่งแรกเลยคือ ควรปรับพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะรักษาเงินต้นหรือเพิ่มมูลค่าในช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจเกิดการผันผวน และสามารถลดความเสี่ยงในกรณีที่กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างภาวะสงคราม

 

เช่น พันธบัตรรัฐบาล ที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลรับประกันการคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย หรือ ทองคำ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และมูลค่าของทองคำไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือเข้าสู่วิกฤติ ราคาทองคำจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น เพราะเป็นหลักประกันที่จับต้องได้ อีกทีก็คือเงินฝากออมทรัพย์ แม้จะได้ดอกเบี้ยต่ำแต่ก็ช่วยรักษาเงินต้นได้ และหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) เป็นหุ้นที่ทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่พื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ เช่น หุ้นไฟฟ้า หุ้นน้ำประปา หุ้นโรงพยาบาล หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค หุ้นทางด่วน หุ้นรถไฟฟ้า เป็นต้น

 

อีกทางหนึ่งคือลงทุนในหุ้นที่ได้อานิสงค์จากสงคราม เช่น บริษัทผลิตอาวุธ บริษัทผลิตเครื่องบิน บริษัทที่ผลิตสินค้าปัจจัยสี่ เช่น อาหาร น้ำ ยารักษาโรค เป็นต้น หรือ บริษัทน้ำมัน เพราะน้ำมันถือว่าเป็นยุทโธปกรณ์อย่างหนึ่งและราคามักปรับตัวสูงในช่วงสงคราม

 

ดังนั้นการวิเคราะห์ภาพใหญ่และติดตามข่าวสารก็เรื่องหนึ่ง แต่การลงทุนโดยมีจุดประสงค์ กรอบเวลา และเป้าหมายผลตอบรับที่ต้องการที่ชัดเจน จะทำให้เราสามารถลงทุนได้ถูกที่ถูกเวลามากขึ้น สงครามส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้น และธุรกิจหลากหลายประเภทมากมาย แต่คำถามคือในเมื่อสงครามนั้นเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะจัดการการเงินการลงทุนของตนเองอย่างไร

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง
SCB, ถ้าเกิดสงครามโลก นักลงทุนควรลงทุนอย่างไร, อ้างอิงจาก https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/grow-your-wealth/invested-during-the-war.html
กรุงเทพธุรกิจ, จังหวะการเข้าลงทุนกลับมาแล้วหรือยัง, อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1036907
กรุงเทพธุรกิจ, สงครามกับตลาดหุ้น, อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/993801

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน