การลงทุน

Times change and Moats change with them

Times change and Moats change with them

Times change and Moats change with them

 

บทความนี้เป็นเรื่องราวบทสัมภาษณ์ของ Warren Buffett ที่นำมาจากบทความจากบล็อกชื่อว่า Hurricanecapital ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เลยอยากหยิบยกบทความนี้มาบอกเล่าให้ได้ฟังกัน ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2005 บัฟเฟตต์เล่าถึงความสามารถในการแข่งขันว่า

“ในทุก ๆ วัน ธุรกิจของเราจะเข้มแข็งขึ้นหรืออ่อนแอลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าเราสามารถทำให้ลูกค้าพอใจ หรือสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงได้ เราก็จะเข้มแข็งขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้าเราปฏิบัติต่อลูกค้าไม่ดี หรือคุมต้นทุนไม่ได้ เราก็จะอ่อนแอลง ในแต่ละวันแต่ละ action ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเราจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย แต่เมื่อรวมผลของทุก ๆ วันเข้าด้วยกัน มันจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาล DCA ของเราจะถูกสร้างขึ้นจาก แต่ละ action เล็ก ๆ”  (ในบทความได้ใช้คำว่า unnoticeable actions) “เรียกว่าเป็นการขยาย moat ให้กว้างขึ้น (widening the moat) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในระยะยาว แน่นอนว่าทุกคนอยากได้กำไรในระยะสั้น แต่ถ้าต้องเลือกแล้ว บัฟเฟตต์ เองเชื่อว่าการสร้าง moat สำคัญกว่าการสร้างกำไรสั้น ๆ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจพลาดโดยเน้นไปที่กำไรระยะสั้น ก็เสี่ยงจะกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้า/brand และกำไรระยะสั้นก็จะไม่พอที่จะชดเชยต่อความเสียหาย”

“ชาร์ลี มังเกอร์ มักจะพูดว่า “ใช้ ounce เดียวเพื่อป้องกัน ดีกว่าใช้ 1 ปอนด์เพื่อแก้ปัญหา” และบางปัญหาก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ไม่ว่าจะใช้กี่ปอนด์ก็ตาม ทีมผู้บริหารของเราให้ความสำคัญกับการขยาย moat เป็นอย่างแรก สาเหตุก็ง่ายๆ เพราะผู้บริหารเหล่านี้มี passion ในธุรกิจที่พวกเขาทำอย่างแท้จริง และส่วนมากก็บริหารมาตั้งแต่ก่อนที่ เบิร์กไชร์ แฮทาเวย์ จะเข้ามา หน้าที่ของพวกเราก็คืออย่าไปขวางทางพวกเขา”

 

เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป moat ก็เปลี่ยนตามไปด้วย เรามักจะเผลอไปคิดว่า moat จะอยู่ยั้งยืนยง แต่มันมักจะไม่เป็นแบบนั้น ตัวอย่างเช่นในธุรกิจหนังสือพิมพ์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ย่อหน้าต่อไปคือบทความจะเล่าถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหนังสือพิมพ์ในช่วงยุคปี 1970 โดยหยิบยกมาจากบทความหนึ่งที่เล่าถึงความชื่นชอบที่บัฟเฟตต์ เคยมีต่อธุรกิจหนังสือพิมพ์

บัฟเฟตต์ ชอบบริษัทที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่งมักจะมาจากการมี unique product หรือใช้ capex น้อย และเป็นกิจการที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี ปู่ชอบบริษัทหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะผูกขาด และเพราะบริษัทเหล่านี้สามารถขึ้นราคาได้ (โดยส่วนตัวเข้าใจว่าเพราะบริษัทหนังสือพิมพ์ที่ผูกขากมีคุณสมบัติตรงกับที่บัฟเฟตต์ ชอบคือมี unique product/value ใช้ capex น้อย แต่ขึ้นราคาได้ และสร้างกระแสเงินสดได้ดี)

บทความเสริมอีกโดยอ้างอิงจากจดหมายของผู้ถือหุ้นที่ปู่เขียนในปี 2012 โดยพูดถึงธุรกิจหนังสือพิมพ์

“ใน 15 เดือนที่ผ่านมา เบิร์กไชร์ ซื้อบริษัทหนังสือพิมพ์ทั้งหมด 28 แห่ง เป็นเงิน $344 ล้าน ตรงนี้มี 2 ประเด็นที่ทุกคนน่าจะสนใจ ข้อแรกธุรกิจโฆษณาและกำไรของอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์มีแนวโน้มลดลง และข้อที่สอง บริษัทที่เราซื้อมักจะมี size ทีเล็กเกินกว่าเกณฑ์ที่เราต้องการ (we purchased fell far short of meeting our oft-stated size requirements for acquisitions. ในประเด็นที่ 2 นี่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ง่าย คือชาลีและผมชอบธุรกิจหนังสือพิมพ์ ถ้าธุรกิจของเค้า make sense เราก็จะซื้อ ถึง size มันจะเล็กไปหน่อย (will buy them even when they fall far short of the size threshold we would require for the purchase of, say, a widget company)

 

กลับมาที่ประเด็นแรก อธิบายง่าย ๆ คือคนเรามักจะไม่รู้ว่าเราอยากรู้อะไร และคนก็จะตามหาข่าวสารที่เหมาะกับพวกเขา ซึ่งช่องทางไหนก็ตามที่ รวดเร็ว, เข้าถึงได้ง่าย, น่าเชื่อถือ, ครอบคลุม และมีต้นทุนต่ำ องค์ประกอบเหล่านี้คือข้อสำคัญในธรรมชาติของธุรกิจสื่อ และนี่เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการ ก่อนธุรกิจโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตจะเข้ามา หนังสือพิมพ์คือช่องทางหลัก เพราะมีข่าวสารหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ไม่ว่าความสนใจของคุณจะเป็นเรื่องต่างประเทศ, ในประเทศ, เรื่องท้องถิ่น, กีฬา หรือการเงิน หนังสือพิมพ์เป็นช่องทางแรกที่คุณเข้าถึงได้ ซึ่งมันคุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายไป ยิ่งไปกว่านั้นแค่ค่าโฆษณาก็แทบจะจ่ายต้นทุนค่าหนังสือพิมพ์ ไปหมดแล้ว ซึ่งโฆษณาพวกนี้ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ พูดง่ายๆ คือมันนำเสนอ “ข่าวสาร” ที่เป็นประโยชน์ในตัวมันเอง ผู้อ่านมักจะสนใจว่าบริษัทไหนกำลังรับสมัครพนักงาน หรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่าแห่งไหนมีห้องว่างอยู่บ้าง หรือซุปเปอร์มาเก็ตกำลังมีโปรเด็ด ๆ อะไรอยู่ มีหนังน่าดูเรื่องไหนกำลังฉายอยู่ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจึงเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้สำหรับคนลงโฆษณา ธุรกิจพวกนี้ต้องการโทรโข่งเพื่อสื่อสารไปถึงคนท้องถิ่น ไม่มีโทรโข่งไหนจะดีไปกว่าหนังสือพิมพ์อีกแล้ว ถ้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมีแค่ 1 หัว ต่อ 1 เมือง มันก็จะยิ่งทำกำไรได้ดี ไม่ว่าคุณภาพของผู้บริหารจะเป็นยังไงก็ไม่ต่างกันมาก” (พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดนั่นเอง)

“ในหลายปีมานี้ เกือบทุกเมือง(ในสหรัฐอเมริกา) เหลือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพียงหัวเดียว สาเหตุเพราะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแค่ฉบับเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่มีใครอยากจ่ายค่าหนังสือพิมพ์เป็น 2 ฉบับหรอก ถ้ามี 2 หัวเมื่อไหร่ หัวที่ขายดีกว่าก็จะมีโฆษณาเข้ามามากกว่า พอมีโฆษณาเยอะคนยิ่งอยากอ่าน หัวที่ขายไม่ดีโฆษณาก็ไม่เข้า คนอ่านก็ไม่ชอบ ปรากฏการณ์นี้เรียกกันว่า “Survival of the fattest)” (พูดง่าย ๆ คือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมี network effect ด้วย ผู้ชนะมักจะ take all market)

“เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไป อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีข้อมูลที่หลากหลายมาก โดยเฉพาะทั้งในเรื่องการหางานและหาห้องพักให้เช่า ทำให้หนังสือพิมพ์ไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับผู้อ่านและสำหรับการโฆษณาอีกต่อไป แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังสำคัญในแง่ของการนำเสนอข่าวสารท้องถิ่นอยู่นะ ถ้าคุณอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมืองของคุณ มันยังไม่มีอะไรสามารถทดแทนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้นะ ถ้าคนเรายังอยู่รวมกันเป็นชุมชน เป็นสังคม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ ต่อให้เป็น product ที่ดีแค่ไหน ถ้าดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจผิดพลาดก็มีโอกาสจะพังได้ทั้งนั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้น สำนักพิมพ์พากันเลิกตีพิมพ์เป็นเล่มๆ และหันมาเสนอข่าวบนเว็บไซต์แทน ซึ่งยอดขายมันก็จะลดลง และก็เป็นผลพวงให้คนลงโฆษณาไม่อยากลงต่อ ซึ่งก็เป็นวงจรที่แย่ Wall street journal ใช้โมเดลแบบจ่ายเงินเพื่ออ่านออนไลน์เป็นรายแรก ๆ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายหัวก็ทำตาม ซึ่งหลายหัวก็ทำได้ดีเลยกับกลยุทธ์แบบนี้ และยอดขายก็ดีกว่าหัวอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำตามอย่าง ตอนนี้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเราก็กำลังศึกษาโมเดลธุรกิจแบบ pay model กันอยู่ เรายังตอบไม่ได้ว่ามันเป็นโมเดลที่ดีที่สุดมั้ย แต่ถ้าเราเจออะไรที่มันดีที่สุด มันก็จะกลายเป็นโมเดลที่ทุก ๆ หัวจะนำมาใช้”

สรุปความจากจดหมายถึงผู้ถือหุ้น 2012 ตรงนี้เหมือนบัฟเฟตต์ จะยอมรับว่าหนังสือพิมพ์อยู่ในขาลงจริง ๆ แต่มันก็ยังมี  unique value ในตัวของมันเองอยู่นะ ก็คือยังพอจะมี CA ที่ไม่มีอะไรมาทดแทนมันได้อยู่ ถ้าดำเนินกลยุทธ์ได้ถูกต้องและหา pay model ที่ออกมาเวิร์คได้มันก็น่าจะยังเป็นธุรกิจที่ดีอยู่

 

ส่วนต่อไปบทความจะเล่าถึงการให้สัมภาษณ์ของบัฟเฟตต์ ในช่วงประมาณปี 2016 ที่มุมมองของบัฟเฟตต์ เริ่มเปลี่ยนไป “(ธุรกิจ)หนังสือพิมพ์เริ่มจะแย่นะ หลายหัวพยายามจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นออนไลน์ ซึ่งไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ รายได้ไม่ได้ตามมาอย่างที่ควรจะเป็น ที่ยังพออยู่ได้ก็เป็นหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ อย่างพวก Wall street journal กับ New York Times ไม่ได้ความว่าธุรกิจของ 2 เจ้านี้ไปได้ดีนะ แต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกลับแย่ต่อเนื่อง ถึงเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแย่สวนกระแส ที่มันทำให้ผมแปลกใจมากคือมันแย่หมดเลย ทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองใหญ่นี่ไม่เท่าไหร่ แต่เมืองเล็กนี่มันไม่น่าจะมีสื่อไหนเลยที่บอกเล่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน แต่ยอดขายกลับแย่ลงทุกเดือน ๆ” (โดยส่วนตัวเข้าใจว่าปู่น่าจะไม่ได้เล่น Facebook)

“แต่ถึงยังไงผมก็ยังรักหนังสือพิมพ์อยู่ดีนะ ผมอาจจะเป็นคนสุดท้ายในโลกที่ยังรักมันอยู่ก็ได้”

บทความได้นำตัวเลขของรายได้โฆษณาที่ลดลง และรายได้ของโฆษณาแบบ digital มาแสดงให้เห็นดังภาพด้านล่าง

จะเห็นว่าในปี 2012 ที่บัฟเฟตต์ ซื้อหนังสือพิมพ์มานี่รายได้มันตกลงมาเละแล้ว แต่คงคิดว่ามันน่าจะ bottom แล้ว และเชื่อว่าหนังสือพิมพ์ในกลุ่มท้องถิ่นมี unique value ของมันอยู่ แต่ปี 2012 ก็เป็นปีที่ Facebook มี User ถึงพันล้านคนแล้ว (และ Facebook ก็มี News Feed มาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว) ตรงจุดนี้ถ้าคิดแบบเป็นกลาง ปู่คงไม่ได้ใช้ Facebook แล้วก็คงไม่เชื่อว่า Facebook มันจะทดแทนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้จริง ๆ

บทความได้สรุปชาร์ตข้างบนเป็นใจความว่า มันค่อนข้างชัดเจนว่าเว็บไซต์อย่างพวก Facebook, google และ twitter พวกนี้กำลังกิน Market share จากธุรกิจสื่อดั้งเดิม และ(เดิมที) เราก็ไม่ได้คิดว่าเว็บอย่าง Facebook, google, twitter พวกนี้เป็นสื่อ (เหมือนกับไม่มีใครคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคู่แข่งหรือทดแทนกันได้) บทความสรุปจบว่า พอมองย้อนกลับไปทุกอย่างก็ดูเหมือนเข้าใจง่ายไปหมด แต่นี่เป็นเพราะเรามองจากปัจจุบันที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว (คือมองจากวันนั้นมันก็คงไม่ง่าย ไม่งั้นบัฟเฟตต์ ก็คงไม่พลาด)

สุดท้ายคือบทความพยายามจะบอกว่า moats เองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเหมือนกันนะ ไม่มี moats ที่แข็งแกร่งอยู่ยั้งยืนยง นักลงทุนต้องมองหา DCA หรือความสามารถในการแข่งขันที่จะไม่เปลี่ยนแปลงแปลง แต่ moats ในวันข้างหน้าก็จะเปลี่ยนไปจากวันนี้ เพราะอนาคตก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากเสมอ

 

“Of all the ‘old’ media, newspapers have the most to lose from the internet.”

 

—The Economist

 

บทความโดย นายมานะ

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

อ้างอิง

https://hurricanecapital.wordpress.com/2016/08/17/times-change-and-moats-change-with-them/

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลงทุนศาสตร์

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน